ทุกวันนี้เวลาเกิดเรื่องใหญ่ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ โรคระบาด อุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแส หลายคนอาจไม่ได้เปิดเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐหรือรอดูข่าวโทรทัศน์เป็นอันดับแรก แต่เลือกที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิด Facebook, TikTok, X หรือกลุ่มแชต แล้วดูว่าตอนนี้คนอื่นๆ กำลังพูดถึงเรื่องนั้นอย่างไร พฤติกรรมนี้ไม่ได้หมายความว่าคนเลิกเชื่อข้อมูลอย่างเป็นทางการทั้งหมด แต่สะท้อนว่าวิธีที่เราได้รับข่าวเปลี่ยนไปมาก เพราะวันนี้โพสต์จากคนที่อยู่ในเหตุการณ์ คลิปจากโทรศัพท์ หรือข้อความจากเพจหนึ่งสามารถมาถึงหน้าจอเราได้ก่อนแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเสียอีก
กรณีที่เห็นภาพได้ชัดในช่วงที่ผ่านมาคือกระแสของเพจ ที’ลมฟ้าอากาศ ซึ่งโพสต์เตือนฝนตกหนักและความเสี่ยงน้ำท่วมในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 จนมีคนแชร์และติดตามข้อมูลจำนวนมาก ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาเองก็มีประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงเวลาใกล้เคียงกันแต่เลือกใช้ถ้อยคำที่ระมัดระวังมากกว่า กรณีนี้จึงกลายเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจว่า แม้ข้อมูลจากสองฝั่งอาจพูดถึงความเสี่ยงในเรื่องเดียวกันแต่ วิธีสื่อสารที่ต่างกันสามารถทำให้คนรู้สึกเชื่อและตอบสนองต่อข้อมูลไม่เหมือนกันได้ จากตรงนี้คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าใครพูดถูกกว่า แต่คือทำไมข้อมูลจากโซเชียลฯ บางครั้งจึงทำให้คนรู้สึกเชื่อหรืออยากลงมือทำมากกว่าข้อมูลจากทางการทั้งที่ต้นทางทางการอาจมีข้อมูลครบและผ่านการตรวจสอบมากกว่า
เหตุผลสำคัญข้อแรกคือ โซเชียลฯ ดูเร็วกว่าในความรู้สึกของคน โพสต์หนึ่งสามารถเผยแพร่ได้ทันที ขณะที่หน่วยงานทางการอาจต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ยืนยันรายละเอียด หรือรอข้อมูลจากหลายฝ่ายก่อนประกาศ ด้วยเหตุผลเพราะข้อมูลทางการมีผลกระทบต่อคนจำนวนมากและความผิดพลาดก็มีต้นทุนสูง แต่สำหรับคนที่กำลังรอคำตอบความระมัดระวังนี้อาจกลายเป็นความรู้สึกว่าข้อมูลจากทางการมาถึงช้า ขณะที่บนโซเชียลฯ อาจมีคนรายงานสถานการณ์จากพื้นที่แล้ว แม้ข้อมูลนั้นอาจยังไม่ครบถ้วนแต่ความเร็วก็ทำให้ผู้รับสารรู้สึกว่าแหล่งข้อมูลนั้นอยู่ใกล้เหตุการณ์มากกว่า งานสำรวจของ Pew Research Center ยังสะท้อนว่าโซเชียลมีเดียกลายเป็นหนึ่งในช่องทางที่คนจำนวนมากใช้ติดตามข่าว โดยเฉพาะ Facebook, YouTube, TikTok และ X ซึ่งทำให้ข่าวไม่ได้มาถึงเราผ่านสำนักข่าวหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพียงทางเดียวอีกต่อไป
อีกเหตุผลคือ ภาษาบนโซเชียลฯ มักพูดเหมือนคนพูดกับคน ข้อความของหน่วยงานอาจใช้ภาษาที่เป็นทางการและต้องรักษาความแม่นยำ ขณะที่ผู้สร้างคอนเทนต์สามารถย่อยข้อมูลเดียวกันให้เข้าใจง่ายขึ้น เช่น บอกว่าพื้นที่ไหนควรระวัง ช่วงเวลาไหนมีความเสี่ยง หรือประชาชนควรเตรียมตัวอย่างไร สิ่งนี้ทำให้คนรู้สึกว่าข้อมูลกำลังพูดกับตัวเองโดยตรง นี่เป็นจุดแข็งของเพจ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้สร้างคอนเทนต์ที่สามารถนำข้อมูลยากมาย่อยให้สั้น ใช้ภาพ วิดีโอ หรือภาษาที่คนคุ้นเคย ขณะที่ภาษาราชการต้องรักษาความแม่นยำและความระมัดระวังจึงอาจฟังดูไกลตัวกว่า องค์การอนามัยโลก หรือ WHO อธิบายเรื่องการสื่อสารความเสี่ยงว่าการให้ข้อเท็จจริงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าคนกังวลอะไร เชื่ออะไร และมองสถานการณ์อย่างไร เพราะการสื่อสารจะได้ผลเมื่อเกิด ความไว้วางใจระหว่างผู้ส่งสารกับประชาชน
ความคุ้นเคยก็มีผลต่อความเชื่อไม่แพ้กัน เมื่อเราติดตามเพจหนึ่งทุกวัน ดูครีเอเตอร์คนเดิมเป็นประจำ หรืออยู่ในกลุ่มออนไลน์เดิมมาหลายปี เราอาจเกิดความรู้สึกไว้วางใจคนเหล่านั้นแม้ไม่เคยรู้จักกันจริง ยิ่งถ้าคนที่เราติดตามเคยให้ข้อมูลซึ่งตรงกับประสบการณ์ของเรา เช่น เคยเตือนเรื่องหนึ่งแล้วเกิดขึ้นจริง หรือเคยอธิบายข่าวยากแล้วเราเข้าใจ ครั้งต่อไปเราก็มีแนวโน้มจะเชื่อเขาง่ายขึ้น งานสำรวจของ Pew ในปี 2024 พบว่าในกลุ่มผู้ใช้ Facebook ชาวอเมริกันที่ติดตามข่าวบนแพลตฟอร์ม 85% บอกว่าเคยได้รับข่าวจากเพื่อน ครอบครัว หรือคนรู้จัก ขณะที่ 68% ได้รับข่าวจากสำนักข่าวหรือผู้สื่อข่าว ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ข่าวจำนวนไม่น้อยไม่ได้มาถึงเราจากสำนักข่าวโดยตรงแต่มาถึงผ่าน คนที่เรารู้จักหรือคุ้นเคย ก่อน
อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นง่ายมากบนโซเชียลฯ คือ ยิ่งเห็นบ่อยยิ่งรู้สึกว่าจริง หากเราเห็นเรื่องเดียวกันจากหลายเพจ หลายคลิป และหลายคนแชร์ต่อกัน เราอาจเริ่มรู้สึกว่าข้อมูลนั้นน่าจะเป็นเรื่องจริงทั้งที่โพสต์เหล่านั้นอาจย้อนกลับไปหาต้นทางเดียวกันทั้งหมด นอกจากนี้แพลตฟอร์มยังไม่ได้แสดงข้อมูลทุกแบบให้เราเห็นเท่าๆ กันแต่เลือกเนื้อหาที่คิดว่าเราน่าจะสนใจขึ้นมาให้ก่อน เมื่อเราดู กดไลก์ หรือแชร์เรื่องใดบ่อยขึ้น เราก็อาจได้รับข้อมูลในทิศทางเดียวกันมากขึ้นจนรู้สึกว่านั่นคือภาพรวมของสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิด ทั้งที่ความจริงอาจเป็นเพียงสิ่งที่ระบบเลือกมาให้เราเห็นบ่อยที่สุด
แต่ สิ่งที่คนเชื่อไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นถูกต้องเสมอไป เพราะข้อดีของโซเชียลฯ อย่างความเร็วและการเปิดโอกาสให้ทุกคนพูดได้ก็เป็นจุดที่ทำให้ข้อมูลผิดเดินทางได้รวดเร็วเช่นกัน งานสำรวจของ Pew พบว่าคนที่รับข่าวผ่านโซเชียลฯ จำนวนมากเองก็รู้ถึงปัญหานี้ โดยผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าข้อดีของการตามข่าวบนโซเชียลฯ คือความสะดวก ความรวดเร็ว และการพูดคุยกับคนอื่นได้ แต่ในเวลาเดียวกันความกังวลเรื่อง ข้อมูลไม่ถูกต้อง ก็เพิ่มขึ้นจาก 31% เป็น 40% ในช่วง 5 ปี จึงเกิดภาพที่ดูย้อนแย้งว่า เรารู้ว่าโซเชียลฯ มีโอกาสเจอข่าวผิดแต่ก็ยังใช้โซเชียลฯ เป็นหนึ่งในช่องทางหลักในการติดตามข่าวอยู่ดี
อีกสิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นคือ เส้นแบ่งระหว่าง ข่าว ความคิดเห็น และคอนเทนต์ บนโซเชียลฯ กำลังบางลงเรื่อยๆ คลิปหนึ่งอาจมีทั้งข้อเท็จจริง ความคิดเห็นส่วนตัว และการตีความรวมอยู่ในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ขณะที่คนดูต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าเนื้อหานั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ งานของ Pew ในปี 2025 พบว่าเวลาคนประเมินข่าวที่เห็นบนโลกออนไลน์พวกเขามักดูจากสิ่งที่สังเกตได้ง่าย เช่น รู้จักชื่อเพจหรือไม่ มีเครื่องหมายยืนยันตัวตนหรือไม่ มีหลักฐานหรือลิงก์อ้างอิงหรือไม่ ซึ่งหมายความว่าในโลกที่ข้อมูลไหลเร็วมากคนจำนวนมากกำลังตัดสินความน่าเชื่อถือของข่าวภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
ดังนั้นคำถามว่า ทำไมคนเชื่อโซเชียลฯ มากกว่าข้อมูลจากทางการ อาจไม่มีคำตอบง่ายๆ ว่าเพราะคนไม่เชื่อรัฐ หรือเพราะข้อมูลในโซเชียลฯ ดีกว่า บางครั้งคนไม่ได้เลือกข้อมูลที่มีหลักฐานมากที่สุด แต่เลือกข้อมูลที่ มาถึงก่อน อ่านแล้วเข้าใจทันที ใกล้กับชีวิต และมาจากคนที่ตัวเองคุ้นเคย โจทย์ของหน่วยงานทางการในยุคนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงการมีข้อมูลที่ถูกต้องเพราะนั่นควรเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ต้องทำอย่างไรให้ข้อมูลนั้นรวดเร็วพอ เข้าใจง่ายพอ และตอบคำถามที่ประชาชนอยากรู้ได้ด้วย
ส่วนคนรับข่าวเองก็ไม่จำเป็นต้องเลิกเชื่อสิ่งที่เห็นบนโซเชียลฯ เพราะหลายครั้งโซเชียลฯ ช่วยให้เราเห็นเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและเห็นข้อมูลจากคนในพื้นที่ สิ่งสำคัญคือการแยกระหว่าง ข้อมูลเบื้องต้นที่เห็นในฟีด กับ ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว โดยเฉพาะเรื่องที่กระทบความปลอดภัย สุขภาพ เงิน หรือการตัดสินใจสำคัญ การกลับไปตรวจต้นทางจากหน่วยงานหรือแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้อีกครั้งอาจใช้เวลาเพิ่มเพียงไม่กี่นาที แต่ช่วยลดโอกาสที่เราจะเชื่อสิ่งที่ ดูจริง มากกว่าสิ่งที่เป็นจริง




