ที่พรรคก้าวไกล ‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเหตุโกดังเก็บพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟ ระเบิดกลางพื้นที่ชุมชนบ้านมูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
‘วิโรจน์’ ตั้งคำถามว่า โกดังพลุดังกล่าว เป็นโกดังพลุขนาด 5 ตัน เหตุใดถึงตั้งอยู่กลางพื้นที่ชุมชนได้ ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครองในพื้นที่ไม่รู้เรื่องได้อย่างไร เป็นเพราะเงินไปบังตาใช่หรือไม่ มองว่าหากตำรวจดำเนินคดีกับ ‘เจ้าของโกดัง’ เพียงอย่างเดียว คงไม่ยุติธรรมต่อครอบครัวประชาชนที่ต้องสูญเสีย และเชื่อว่าครอบครัวผู้สูญเสียคงไม่ยอม ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นต้องรับผิดชอบ
ที่สำคัญคือเจ้าของโกดังแห่งนี้ ยังเคยถูก กอรมน. ภาค 4 ส่วนหน้า จับมาแล้ว เมื่อปี 59 โดยตอนนั้นมีการลักลอบเก็บพลุเอาไว้ กว่า 20 ตัน เพราะฉะนั้นเจ้าหน้า และฝ่ายปกครอง จะบอกว่าไม่รู้ ว่ามีโกดังเก็บพลุ ตั้งอยู่ใจกลางชุมชนไม่ได้
ทุกคนรู้ดีว่าในพื้นที่มูโนะ ธุรกิจสีเทาชุกชุม มีระบบส่วยเยอะ และเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการดำเนินคดีกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และอดีตนายอำเภอไปแล้ว ขอถามไปยัง ‘ผบ.ตร.’ ว่าจะปล่อยให้ ‘จ่าฟ.’ เป็นแม่บ้านเก็บส่วยส่งนาย โดยที่ไม่ทำอะไรเลยเหรอ
‘วิโรจน์’ ยังบอกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นชาวบ้านรู้หมด ไปถามได้เลย ว่า ‘จ่าฟ.’ ที่เก็บส่วยให้ตำรวจเป็นใคร ที่ผ่านมามีการเก็บส่วยเรื่องค่ามนุษย์ แรงงานเถื่อน และเก็บส่วยจากสิ่งผิดกฏหมายมากมาย ย้ำว่าเรื่องนี้จับแค่เจ้าของโกดังไม่ได้
นอกจากนี้ ‘วิโรจน์’ ยังโพสต์เฟซบุ๊กเพิ่มเติมระบุหัวข้อว่า ‘ส่วยที่มูโนะ ปล่อยไว้ไม่ได้’
มีใจความว่า การดำเนินคดีกับเจ้าของโกดังคงต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย แต่จะตัดตอนแค่เจ้าของโกดังไม่ได้ เรื่องนี้ รมว.มหาดไทย และ ผบ.ตร. ตรวจสอบดูก็จะรู้ต้นสายปลายเหตุ และลากไส้ทั้งขบวนการออกมาโดยไม่ยาก
โกดังพลุ เก็บดินดำเป็นตันๆ อยู่ใจกลางชุมชน เป็นไปได้อย่างไร ที่ทหาร ตำรวจแล้วฝ่ายปกครองจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย
การกดขี่ รีดไถ รังแก ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีแต่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่ รู้สึกหวาดระแวง และไว้วางใจเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ใดมีการกดขี่ การต่อต้านก็ย่อมเป็นหน้าที่ พลุที่เก็บอยู่ในหัวใจคน ถ้าถูกเหยียบย่ำกดขี่อยู่เรื่อยๆ สักวันมันก็ปะทุ และระเบิดออกมาได้นะครับ
วันที่ 3 สิงหาคมนี้ ผมจะอภิปรายเรื่องนี้ในสภา หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รมว.มหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง ผบ.ตร. และแม่ทัพภาค 4 จะตระหนักถึงปัญหาส่วยและการรีดไถประชาชน ในพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และหวังว่าจะมีการปราบปรามให้หมดไปในเร็ววันนี้
‘วิโรจน์’ ตั้งคำถามว่า โกดังพลุดังกล่าว เป็นโกดังพลุขนาด 5 ตัน เหตุใดถึงตั้งอยู่กลางพื้นที่ชุมชนได้ ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครองในพื้นที่ไม่รู้เรื่องได้อย่างไร เป็นเพราะเงินไปบังตาใช่หรือไม่ มองว่าหากตำรวจดำเนินคดีกับ ‘เจ้าของโกดัง’ เพียงอย่างเดียว คงไม่ยุติธรรมต่อครอบครัวประชาชนที่ต้องสูญเสีย และเชื่อว่าครอบครัวผู้สูญเสียคงไม่ยอม ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นต้องรับผิดชอบ
ที่สำคัญคือเจ้าของโกดังแห่งนี้ ยังเคยถูก กอรมน. ภาค 4 ส่วนหน้า จับมาแล้ว เมื่อปี 59 โดยตอนนั้นมีการลักลอบเก็บพลุเอาไว้ กว่า 20 ตัน เพราะฉะนั้นเจ้าหน้า และฝ่ายปกครอง จะบอกว่าไม่รู้ ว่ามีโกดังเก็บพลุ ตั้งอยู่ใจกลางชุมชนไม่ได้
ทุกคนรู้ดีว่าในพื้นที่มูโนะ ธุรกิจสีเทาชุกชุม มีระบบส่วยเยอะ และเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการดำเนินคดีกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และอดีตนายอำเภอไปแล้ว ขอถามไปยัง ‘ผบ.ตร.’ ว่าจะปล่อยให้ ‘จ่าฟ.’ เป็นแม่บ้านเก็บส่วยส่งนาย โดยที่ไม่ทำอะไรเลยเหรอ
‘วิโรจน์’ ยังบอกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นชาวบ้านรู้หมด ไปถามได้เลย ว่า ‘จ่าฟ.’ ที่เก็บส่วยให้ตำรวจเป็นใคร ที่ผ่านมามีการเก็บส่วยเรื่องค่ามนุษย์ แรงงานเถื่อน และเก็บส่วยจากสิ่งผิดกฏหมายมากมาย ย้ำว่าเรื่องนี้จับแค่เจ้าของโกดังไม่ได้
นอกจากนี้ ‘วิโรจน์’ ยังโพสต์เฟซบุ๊กเพิ่มเติมระบุหัวข้อว่า ‘ส่วยที่มูโนะ ปล่อยไว้ไม่ได้’
มีใจความว่า การดำเนินคดีกับเจ้าของโกดังคงต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย แต่จะตัดตอนแค่เจ้าของโกดังไม่ได้ เรื่องนี้ รมว.มหาดไทย และ ผบ.ตร. ตรวจสอบดูก็จะรู้ต้นสายปลายเหตุ และลากไส้ทั้งขบวนการออกมาโดยไม่ยาก
โกดังพลุ เก็บดินดำเป็นตันๆ อยู่ใจกลางชุมชน เป็นไปได้อย่างไร ที่ทหาร ตำรวจแล้วฝ่ายปกครองจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย
การกดขี่ รีดไถ รังแก ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีแต่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่ รู้สึกหวาดระแวง และไว้วางใจเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ใดมีการกดขี่ การต่อต้านก็ย่อมเป็นหน้าที่ พลุที่เก็บอยู่ในหัวใจคน ถ้าถูกเหยียบย่ำกดขี่อยู่เรื่อยๆ สักวันมันก็ปะทุ และระเบิดออกมาได้นะครับ
วันที่ 3 สิงหาคมนี้ ผมจะอภิปรายเรื่องนี้ในสภา หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รมว.มหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง ผบ.ตร. และแม่ทัพภาค 4 จะตระหนักถึงปัญหาส่วยและการรีดไถประชาชน ในพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และหวังว่าจะมีการปราบปรามให้หมดไปในเร็ววันนี้




