ตัวแทนสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ประมาณ 30 คน เตรียมยื่นหนังสือและหารือกับ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในวันพรุ่งนี้ (1 มิ.ย.66) เวลา 14.00 น. เกี่ยวกับประเด็นส่วยทางหลวง
วิโรจน์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เขาตั้งใจจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นปัญหาที่สะสมมานานหลาย 10 ปี และเขาพร้อมที่จะให้ข้อมูลกับตำรวจ หลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้จเรตำรวจตั้งทีมทำงานให้ตรวจสอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่ตอนนี้ วิโรจน์ บอกว่าเขายังไม่ได้ประสานมาขอข้อมูลแต่อย่างใด แต่หากติดต่อมายินดีให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และเขาจะพาสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยไปเข้าพบด้วย
สำหรับการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องส่วยทางหลวง เบื้องต้นมี 3 หน่วยงานที่ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม และ ตำรวจสอบสวนกลาง
โดยเมื่อวานผ่านมา (30 พ.ค.) พล.ต.ต.เอกราช ลิ้มสังกาศ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ได้เข้าพบ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อชี้แจงกรณีดังกล่าว และขอให้มีคำสั่งมาปฏิบัติหน้าที่ ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และเปิดทางให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส
ต่อมา พล.ต.ท.จิรภพ จึงได้ลงนามในคำสั่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ 172/2566 เพื่อให้ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง มาปฏิบัติราชการที่ ศูนย์ปฏิบัติการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ศปก.บช.ก.) จนกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะเสร็จสิ้น พร้อมกับลงนามในคำสั่งให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผู้บังคับการ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) รักษาราชการแทน ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง อีกตำแหน่งหนึ่ง
ทั้งนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มีผลงานด้านการปราบปรามคดีสำคัญที่เกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของภาครัฐ จึงให้มารักษาราชแทนในตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจทางหลวง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบ และเพิ่มความมั่นใจให้แก่ประชาชน
นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งแต่งตั้งให้ พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นหัวหน้าคณะทำงาน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวอีกทางหนึ่งด้วย
พล.ต.ท.จิรภพ ยังบอกว่การตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว จะเป็นไปด้วยความตรงไปตรงมา พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการให้ความช่วยเหลือแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำการทุจริตเป็นอันขาด
วิโรจน์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เขาตั้งใจจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นปัญหาที่สะสมมานานหลาย 10 ปี และเขาพร้อมที่จะให้ข้อมูลกับตำรวจ หลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้จเรตำรวจตั้งทีมทำงานให้ตรวจสอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่ตอนนี้ วิโรจน์ บอกว่าเขายังไม่ได้ประสานมาขอข้อมูลแต่อย่างใด แต่หากติดต่อมายินดีให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และเขาจะพาสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยไปเข้าพบด้วย
สำหรับการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องส่วยทางหลวง เบื้องต้นมี 3 หน่วยงานที่ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม และ ตำรวจสอบสวนกลาง
โดยเมื่อวานผ่านมา (30 พ.ค.) พล.ต.ต.เอกราช ลิ้มสังกาศ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ได้เข้าพบ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อชี้แจงกรณีดังกล่าว และขอให้มีคำสั่งมาปฏิบัติหน้าที่ ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และเปิดทางให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส
ต่อมา พล.ต.ท.จิรภพ จึงได้ลงนามในคำสั่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ 172/2566 เพื่อให้ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง มาปฏิบัติราชการที่ ศูนย์ปฏิบัติการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ศปก.บช.ก.) จนกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะเสร็จสิ้น พร้อมกับลงนามในคำสั่งให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผู้บังคับการ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) รักษาราชการแทน ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง อีกตำแหน่งหนึ่ง
ทั้งนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มีผลงานด้านการปราบปรามคดีสำคัญที่เกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของภาครัฐ จึงให้มารักษาราชแทนในตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจทางหลวง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบ และเพิ่มความมั่นใจให้แก่ประชาชน
นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งแต่งตั้งให้ พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นหัวหน้าคณะทำงาน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวอีกทางหนึ่งด้วย
พล.ต.ท.จิรภพ ยังบอกว่การตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว จะเป็นไปด้วยความตรงไปตรงมา พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการให้ความช่วยเหลือแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำการทุจริตเป็นอันขาด



