จากสงครามร้อยปีสู่ศึกชิงอันดับ 3 โลก อังกฤษและฝรั่งเศส คู่ปรับตลอดกาลแห่งยุโรป

18 ก.ค. 2569 - 14:56

  • แม้จะเป็นเพียงเกมชิงอันดับ 3 แต่ทุกครั้งที่อังกฤษและฝรั่งเศสพบกันเรื่องราวของคู่ปรับที่ยาวนานกว่าหกศตวรรษก็ถูกปลุกให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง พร้อมวิเคราะห์ศึกแห่งศักดิ์ศรีก่อนฟุตบอลโลก 2026 ปิดฉาก

จากสงครามร้อยปีสู่ศึกชิงอันดับ 3 โลก อังกฤษและฝรั่งเศส คู่ปรับตลอดกาลแห่งยุโรป

สำหรับหลายคนเกมชิงอันดับ 3 อาจเป็นเพียงแมตช์ส่งท้ายของสองทีมที่พลาดหวังในการเข้าชิงฟุตบอลโลก ความสำคัญอาจไม่เท่ากับนัดชิงชนะเลิศแบบที่ทุกคนเฝ้ารอคอยกัน เพราะชัยชนะก็เป็นเพียงการได้รับแค่อันดับที่ 3 ของทัวร์นาเมนต์นี้

หากแต่ถ้าคู่แข่งคือทีมชาติ อังกฤษ และ ทีมชาติ ฝรั่งเศส คำว่า "เกมปลอบใจ เกมส่งท้ายทัวร์นาเมนต์" อาจใช้ไม่ได้ทั้งหมด

เพราะตลอดประวัติศาสตร์ทั้งสองชาติไม่เคยเป็นเพียงเพื่อนบ้าน หากแต่เป็นคู่ปรับที่ต่อสู้กันมายาวนานตั้งแต่ สงครามร้อยปี (Hundred Years' War) ระหว่างปี ค.ศ. 1337-1453 สงครามที่กินเวลายาวนานถึง 116 ปี จากข้อพิพาทเรื่องราชบัลลังก์ ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่สำคัญที่สุดของยุโรปและกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ทุกคนจดจำได้จนถึงทุกวันนี้

แน่นอนว่าฟุตบอลไม่ใช่สงคราม และไม่มีผลการแข่งขันนัดใดจะไปเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ แต่ทุกครั้งที่เกมระดับชาติระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสพบกันเรื่องราวในอดีตก็มักถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอ เพราะทั้งสองประเทศต่างเป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขัน ความทะเยอทะยาน และความภาคภูมิใจในชาติของตัวเอง

ศึกฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน แม้เป้าหมายสูงสุดของทั้งคู่จะเป็นการชูถ้วยแชมป์และถูกจับตามองว่าทั้งคู่อาจจะได้พบกันในรอบชิงชนะเลิศ หากแต่เมื่อต้องพลาดท่าในรอบรองชนะเลิศ อังกฤษที่พ่ายอาร์เจนตินาและฝรั่งเศสที่แพ้สเปน ภารกิจเดียวต่อจากนี้คือจบทัวร์นาเมนต์ด้วยชัยชนะเพื่อกลับบ้านพร้อมเหรียญทองแดงและศักดิ์ศรีที่ยังคงอยู่

หากมองเฉพาะในสนามเกมนี้ยังเป็นการดวลกันของสองแนวคิดฟุตบอลที่แตกต่างกัน

อังกฤษของ โธมัส ทูเคิล เล่นด้วยระบบที่มีระเบียบ เน้นการเคลื่อนที่แบบระมัดระวังทุกย่างก้าวรวมไปถึงการแก้เกมที่คาดไม่ถึง แกนหลักในนัดนี้ยังคงเป็น แฮร์รี เคน กัปตันทีมผู้ทำหน้าที่มากกว่าการยิงประตู เขาคือจุดเชื่อมเกมที่เปิดพื้นที่ให้ จูด เบลลิงแฮม สอดขึ้นมาสร้างสรรค์เกมรุก ขณะที่ ดีแคลน ไรซ์ รับบทคุมจังหวะในแดนกลาง ทำให้สิงโตคำรามเป็นทีมที่ไม่จำเป็นต้องครองบอลมากแต่พร้อมลงโทษคู่แข่งเมื่อได้โอกาส

ฝั่งฝรั่งเศสของ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ นี่เป็นการคุมทีมชาตินัดสุดท้ายอย่างเป็นทางการของเฮดโค้ชมากฝีมือ ฉะนั้นแล้วความอันตรายของพวกเขาที่ทุกคนเห็นได้ชัดก็คือ เกมเปลี่ยนรับเป็นรุก ความเร็วของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ คืออาวุธที่ไม่มีทีมไหนกล้าประมาท โดยมี ไมเคิล โอลิเซ่ เป็นตัวเชื่อมเกมและเป็นแนวรุกระดับท็อป ทำให้ฝรั่งเศสเป็นทีมที่พร้อมพลิกสถานการณ์ได้จากจังหวะเดียว

สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งสองทีมต่างมีจุดแข็งที่สามารถทำร้ายอีกฝ่ายได้พอ ๆ กัน

อังกฤษอาจได้เปรียบเรื่องวินัยและการเล่นเป็นระบบขณะที่ฝรั่งเศสมีคุณภาพเฉพาะตัวของนักเตะที่พร้อมเปลี่ยนเกมได้ทุกเมื่อ นั่นทำให้เกมนี้อาจไม่ได้ตัดสินกันด้วยการครองบอลหรือจำนวนโอกาสยิงแต่เป็นรายละเอียดเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกตั้งเตะ ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว หรือช่วงเวลาของนักเตะระดับเวิลด์คลาส

ในแง่ของแรงจูงใจทั้งสองทีมคงไม่อยากปิดฉากฟุตบอลโลกด้วยความพ่ายแพ้สองนัดติดต่อกัน เพราะสำหรับชาติที่ถูกยกให้เป็นมหาอำนาจลูกหนังของยุโรปการมีเหรียญรางวัลติดมือย่อมดีกว่าการกลับบ้านมือเปล่า

สุดท้ายแล้วเกมนี้อาจไม่ถูกจดจำเท่านัดชิงชนะเลิศ แต่มันยังคงเป็นอีกหนึ่งบทของการแข่งขันระหว่างสองชาติที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมายาวนานกว่า 600 ปี

ครั้งหนึ่งอังกฤษและฝรั่งเศสเคยใช้กองทัพเพื่อแย่งชิงอำนาจในยุโรปแต่ศึกครั้งนี้พวกเขาใช้ลูกฟุตบอลแทนดาบ ใช้แท็กติกแทนยุทธศาสตร์และใช้เวลาเพียง 90 นาทีเพื่อตัดสินว่าใครจะเป็นฝ่ายเดินออกจากสนามอย่างสมศักดิ์ศรี

บางที...นี่อาจไม่ใช่ "สงครามร้อยปี" อีกแล้ว แต่มันยังคงเป็นศึกของคู่ปรับเก่าที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังทำให้ทุกครั้งที่อังกฤษพบฝรั่งเศสมีเรื่องราวมากกว่าคำว่า "เกมฟุตบอล" เสมอ และพวกเขาจะระเบิดพลังใส่กันอย่างสุดเหวี่ยงแน่นอน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์