จากกรณีนักฟุตบอลสเปนเสียชีวิต! ทำไมถึงต้องให้ความสำคัญกับการบาดเจ็บ Concussion

4 พ.ย. 2569 - 17:55

  • จากกรณีการเสียชีวิตของ ‘เฆซุส เด มิเกล’ กองหน้าวัย 30 ปี จากการปะทะอย่างรุนแรงบริเวณศีรษะ ยิ่งตอกย้ำว่าทำไมถึงต้องให้ความสำคัญกับอาการบาดเจ็บ Concussion

จากกรณีนักฟุตบอลสเปนเสียชีวิต! ทำไมถึงต้องให้ความสำคัญกับการบาดเจ็บ Concussion

จากกรณีการเสียชีวิตของ ‘เฆซุส เด มิเกล’ กองหน้าวัย 30 ปี ของสโมสรเตเนริเฟ่ ทีมในลาลีกา 2 ลีกรองของสเปน สาเหตุจากการปะทะกันอย่างแรงกับผู้รักษาประตูฝั่งตรงข้ามเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ถือเป็นอีกเรื่องน่าเศร้าที่เกิดขึ้นกับวงการฟุตบอล โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังการปะทะคือ เด มิเกล หมดสติและเกิดอาการชักในสนาม เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น จนทีมแพทย์ต้องทำ CPR เร่งด่วนและกู้ชีพคืนมาได้ จากนั้นเขาถูกนำส่งโรงพยาบาลและเข้ารักษาในห้อง ICU ก่อนที่ต่อมาทางสโมสรแจ้งว่าอาการทางระบบประสาททรุดลงจนสุดท้ายเสียชีวิต

ล่าสุดแม้ว่าจะยังไม่ได้มีการยืนยันว่าเขาเสียชีวิตจากอาการ Concussion โดยตรง และยังไม่ได้มีการเปิดเผยสาเหตุทางการแพทย์ออกมา แต่เรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่าการปะทะกันในเกมฟุตบอลสามารถนำไปสู่ภาวะฉุกเฉินที่รุนแรงได้ ไม่ควรมองข้ามการบาดเจ็บที่ศีรษะ คอ หรือร่างกายส่วนอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อระบบประสาทและการไหลเวียนเลือด วันนี้เราเลยจะมาอธิบายว่าทำไมถึงต้องให้ความสำคัญกับอาการ Concussion

Concussion คืออะไร

Concussion คือการบาดเจ็บของสมองชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากแรงกระแทกที่ศีรษะโดยตรง หรือแรงที่ทำให้ศีรษะและสมองเกิดการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจากการกระโดดโหม่งแล้วศีรษะชนกับคู่แข่ง, ศีรษะกระแทกพื้น, ถูกลูกฟุตบอลกระแทกด้วยความเร็วสูง หรือเกิดการปะทะบริเวณศีรษะเวลาแย่งบอล เป็นต้น

โดยแรงเหล่านี้อาจทำให้สมองเคลื่อนที่ภายในกระโหลก เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของเซลล์สมองและระบบประสาทจนอาจเกิดอาการที่พบได้ เช่น มึนงง สับสน จำอะไรไม่ได้, ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน, เห็นภาพเบลอ ทรงตัวผิดปกติ, ตอบสนองช้า หรือหมดสติหรือชักในบางกรณี เป็นต้น ประเด็นสำคัญคือไม่จำเป็นต้องหมดสติก็เกิดอาการ Concussion ได้โดยบางครั้งอาจเกิดขึ้นหลังกระแทกไปแล้วหลายชั่วโมง

ทำไม Concussion ถึงเป็นเรื่องใหญ่ในโลกฟุตบอล

1. สมองเป็นอวัยวะที่ไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ด้วยสายตา

2. การบาดเจ็บซ้ำก่อนสมองฟื้นตัวอาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้

3. วัฒนธรรมฟุตบอลมักทำให้นักเตะฝืนเล่นต่อ

4. ผลกระทบไม่ได้จบลงหลังสิ้นเสียงนกหวีด

ปัจจุบันมีมาตรการรับมืออย่างไรบ้าง

ตอนนี้ FIFA ได้มีการพัฒนาแนวทางที่เรียกว่า FOCUS (Football-Specific Standardised On-Pitch Concussion Assessment Protocol) เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินผู้เล่นที่ได้รับแรงกระแทกทางศีรษะด้วยหลักการสำคัญ ได้แก่ ตรวจสอบเหตุปะทะ, ประเมินอาการ, นำออกจากสนามเมื่อสงสัย, ตรวจประเมินเพิ่มเติม และ ต้องได้รับอนุญาตถึงจะกลับไปลงเล่นได้

ในขณะที่ทาง UEFA ได้กำหนดแนวทางให้ทีมแพทย์มีอำนาจตัดสินใจเรื่องการกลับไปเล่น โดยไม่ให้โค้ช ผู้ตัดสิน หรือนักเตะเข้ามาแทรกแซงการวินิจฉัย ถ้าเราดูการแข่งขันฟุตบอลในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเมื่อมีการบาดเจ็บที่ศีรษะผู้ตัดสินในสนามจะเป่าหยุดเกมและให้ทีมแพทย์เข้ามาในสนามทันทีเพื่อประเมินอาการ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องถูกเปลี่ยนตัวออก ในเวลานั้นแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนตัวครบแล้วแต่ถ้าเกิดการบาดเจ็บลักษณะนี้ก็จะมีการอนุโลมให้เปลี่ยนตัวได้ในทันทีเพื่อลดอาการเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อไป

โดยสรุปแล้วต้องบอกว่าชีวิตนักฟุตบอล ‘ต้องมาก่อน’ ผลการแข่งขัน เมื่อเกิดการสงสัยว่านักเตะอาจได้รับบาดเจ็บที่สมองอย่าพยายามพิสูจน์ว่าเขาเล่นไหว แต่ต้องประเมินอาการก่อนให้ได้ว่าเขาปลอดภัยพอที่จะกลับไปลงเล่น เพราะแม้การปะทะจะเป็นเรื่องปกติแต่ไม่ได้หมายความว่าต้องยอมรับความเสี่ยงต่อสมองของนักกีฬาเป็นเรื่องปกติ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมอาการ Concussion ถึงเป็นเรื่องสำคัญของฟุตบอลยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นระดับใดของการแข่งขันก็ตาม เพราะจากการปะทะที่หลายคนอาจมองว่าดูธรรมดาอาจบานปลายกลายเป็นเรื่องน่าเศร้าก็เป็นได้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์