‘ยักษ์ ดอยแดง’ กับความทรงจำสุดเลอค่าประสบการณ์เจอ Hand of God ตัวจริง!

25 พ.ย. 2565 - 17:04

  • บทสัมภาษณ์ที่จะพาไปคุยกับ ‘ยักษ์ ดอยแดง’ หรือ ‘คุณจิตกร ศรีคำเครือ’

  • ถึงเหตุการณ์การที่เขาได้เป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่มีโอกาสเจอ ‘ดิเอโก มาราโดนา’ ตัวจริงในระยะประชิด! ชนิดที่ ‘ชีวิตติ่งคอมพลีท’ อย่างแท้จริง

INTERVIEW_YAK_DD_WORLD_CUP_2022_SPACEBAR_Thumbnail_9f6a9cdc76.jpeg
เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่และแข่งขันจบแมตช์แรกกันไปทุกกลุ่มเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ ‘World Cup Qatar 2022’ หรือที่เราเรียกกันว่าฟุตบอลโลกนั่นเอง เทศกาลที่ทำให้บรรดาคอบอลทั้งหลายรู้สึกกระชุ่มกระชวยมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะกับคนที่รักฟุตบอลจนเข้าเส้นเลือด พวกเขาเหล่านี้ล้วนมีคนดังในสนามที่อยากจะเดินเข้าไปจับมือกระทบไหล่ดูสักครั้ง หรืออย่างน้อยที่สุด แค่ได้เจอตัวจริง ตัวเป็น ๆ มาปรากฏตรงหน้าลมก็แทบจับแล้ว ประสบการณ์ ‘ชีวิตติ่งคอมพลีท’ แบบนี้คงไม่ได้หากันได้ง่ายๆ
 
บทสัมภาษณ์นี้จะพาไปคุยกับคนที่เคยมีประสบการณ์ดังกล่าวมาแล้ว ‘ยักษ์ ดอยแดง’ หรือ ‘คุณจิตกร ศรีคำเครือ’ อีกท่านหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นติ่งวงการลูกหนัง ปัจจุบัน เขาเป็น content creator สังกัด Main Stand เจ้าของรายการที่ได้เห็นกันบ่อย ๆ อย่างฟุตบอลลิสต้า รวมถึงผลงานทางช่องยูทูบ Yak DD ที่เล่าเรื่องราวของฟุตบอล ใครจะคิดว่าความเป็นติ่งฟุตบอลของเขาจะสัมฤทธิ์ผล เพราะเขาเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่มีโอกาสเจอ ‘ดิเอโก มาราโดนา’ ตัวจริงในระยะประชิด! ไม่กี่คนนักหรอกที่จะ ‘ชีวิตติ่งคอมพลีท’ อย่างแท้จริง
 
INTERVIEW_YAK_DD_WORLD_CUP_2022_SPACEBAR_Photo06_cbadec081f.jpeg

เริ่มดูฟุตบอลโลกมาตั้งแต่เมื่อไร 

เริ่มชมฟุตบอลโลกมาตั้งแต่ปี 1986 ครับ ฟุตบอลโลกที่เม็กซิโก เป็นปีที่ดิเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) อย่างกับเทพพระเจ้าเลย ที่พาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์โลกได้ แล้วก็มีเหตุการณ์ที่อยู่ในความทรงจำอีกมากมาย เช่น Hand of God ของมาราโดนา ที่เจออังกฤษ หรือนัดชิงชนะเลิศที่เอาชนะเยอรมนีตะวันตกได้ ตอนนั้นเราอายุแค่ 7-8 ขวบ ซึ่งมันก็มีความทรงจำอยู่แค่ระดับหนึ่งครับ
 
แต่ถ้าเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์เลยก็ต้องปี 1990 ครับ ตอนนั้นโตพอที่จะรู้เรื่องทุกสิ่งอย่างแล้ว รู้ว่าบ้านเรามันมีการถ่ายทอดสดทุกคู่นะ คือสมัยก่อนมันอาจจะมีแค่นัดเปิดสนาม นัดชิง หรือ ในปี 1986 มีการเพิ่มรอบน็อกเอาต์เข้ามา ซึ่งเราได้เห็นเกมบราซิลเจอกับฝรั่งเศส แต่พอปี 1990 มันรุ่งเรืองมาก ได้ดูตั้งแต่นัดแรกถึงนัดชิงชนะเลิศเลย เป็นปี 1990 นี่แหละที่เราได้อยู่กับมันเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ได้เห็นตั้งแต่นัดแรก แคเมอรูนชนะแชมป์เก่าอาร์เจนตินา มันพลิกล็อกตั้งแต่เกมแรกเลย ได้เห็น เรเน ฮิกีตา (René Higuita) ผู้รักษาประตูออกมานอกเขต มันเป็นเรื่องแปลกใหม่มากครับ โรเจอร์ มิลลา (Roger Milla) กองหน้าวัย 38 ปี ของแคเมอรูน หรือทีมชาติอังกฤษที่ไปถึงรอบรองชนะเลิศ พอล แกสคอยน์ (Paul Gascoigne) ร้องไห้ โรแบร์โต บัจโจ (Roberto Baggio) ของอิตาลี อะไรแบบนี้ครับ
 

เหตุการณ์สุดประทับใจในฟุตบอลโลก 

เหตุการณ์ที่ประทับใจที่สุด ผมคิดว่ามันน่าจะอยู่ในพาร์ทของการทำงานแล้วครับ ในปี 2006 ผมได้มีโอกาสจากทางสยามสปอร์ต ให้ไปประจำการอยู่ที่เยอรมนี ไปเกาะติดบอลโลกแบบเต็ม ๆ เลย แล้วก็เป็นโมเมนต์ที่เราได้ทำงานอย่างจริงจังกับการออกภาคสนามครับ เป็นอะไรที่มันเปลี่ยนชีวิตไปเลยเหมือนกันกับมุมมองการทำงานที่ต้องโตขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น งานมันใหญ่ขึ้น การทำงานที่เราได้เข้าไปคลุกคลีตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายเลย ต้องเขียนงานส่งกลับมาวันละอย่างน้อย 2-3 ชิ้น เดินทางเหนือจรดใต้ เป็นประสบการณ์ที่ก้อนใหญ่มาก ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองในวิธีการทำงาน ที่ทำให้เหมือนเราเติบโตขึ้นด้วยครับ แล้วเราก็ใช้เรื่องราวตรงนั้น ประสบการณ์ที่ได้รับเป็นพื้นฐานการทำงานของเราต่อมาเรื่อยๆ ครับ
 
INTERVIEW_YAK_DD_WORLD_CUP_2022_SPACEBAR_Photo01_be5dc7cf89.jpeg

เรื่องราวที่น่าจดจำจากการไปเกาะติดฟุตบอลโลกที่เยอรมนี

ในปี 2006 ครับ มันมีอยู่เกมหนึ่ง อาร์เจนตินาเจอกับเซอร์เบีย มันเป็นเกมรอบแรก จริง ๆ ก็ไม่ได้เป็นเกมที่ใหญ่อะไรมากมาย แต่ว่าวันนั้นได้รับโอกาสจากทางผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการฟุตบอลในบ้านเราครับ ผมได้เข้าไปนั่งอยู่ใน Box Executive เหมือนเป็น Box ของ VIP ของเขา สนามที่เก็ลเซินเคียร์เชินครับ เป็นสนามของสโมสรชาลเคอ 04 ปรากฏว่าเราได้ไปนั่งอยู่ข้างดิเอโก มาราโดนา ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของโลกฟุตบอลสำหรับเรา เพราะเราโตมากับเขา โตมาในยุคที่เห็นเขาเท้าซ้ายมหัศจรรย์มาก เป็นทั้งเทวดาหรือใครจะเรียกว่าเป็นปีศาจร้ายหรือวายร้ายอะไรก็ตาม แต่เขาคือตำนานครับ มันคือสัญลักษณ์
 
แล้วแค่ได้เห็นอะครับ เราก็รู้สึกว่า โห! เขาเหมือนเป็นรูปปั้นที่ถูกสตาฟไว้อยู่กับที่ แล้วเราก็เคยเห็นเขาแต่ในสื่อ ในทีวี ในหนังสืออะไรแบบนี้ ไม่เคยเจอตัวจริง จนมาได้เจอตัวจริง อารมณ์ตอนนั้นมันประมาณว่าแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า มาราโดนาจะมายืนอยู่ตรงหน้าจริง ๆ แล้ว เกมนั้นเป็นการดูบอลที่เราแทบจะไม่ได้มองในเกมเลย เกมนั้นอาร์เจนตินาชนะขาดเลยครับ 6 ต่อ 0 แต่ส่วนใหญ่ผมจะหันไปมองดิเอโกตลอดเวลา ว่าเขาทำอะไร เขาอยู่กับใคร เขาเชียร์ใครไหม มันน่าจะเป็นความทรงจำที่ตื่นเต้นและตื้นตันมาก ๆ ที่ได้เจอฮีโร่ของเราที่นั่งอยู่ตัวเป็น ๆ ตรงนี้ เราแทบจะไม่เคยฝันด้วยซ้ำว่าวันหนึ่งเราจะได้เจอดิเอโก มาราโดนา มันเป็นฝันที่ไกลมาก ผมก็นึกไม่ออกว่าเราจะเจอเขาได้ยังไง สุดท้ายก็ได้เจอ ปลื้มมาก
 
INTERVIEW_YAK_DD_WORLD_CUP_2022_SPACEBAR_Photo07_bc1dcb9e90.jpeg

เชียร์ทีมชาติไหนในฟุตบอลโลก

เป็นคำถามที่ยากมากเลยครับ คือจริงๆ มันก็เริ่มมาจากปี 1986 ที่ได้ดูนี่แหละครับ ดิเอโก มาราโดนา มันค่อยๆ ซึมไป ทีมอาร์เจนตินา ปี 1990 ได้เชียร์เคลาดิโอ คานิกเกีย (Claudio Caniggia) พอมันเริ่มโตขึ้นเรื่อย ๆ ฟุตบอลระดับสโมสรมันจะเริ่มเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น อ้อ! ก่อนหน้านั้นมีฮอลแลนด์ด้วยครับ ฮอลแลนด์ซึ่งได้แชมป์ยูโรปี 1988 ก็เป็นยุคของสามทหารเสือ มาร์โก ฟาน บาสเท่น (Marco van Basten)  แฟรงก์ ไรการ์ด (Frank Rijkaard) และรุด กุลลิท (Ruud Gullit) มันก็ค่อย ๆ ติดตามมาเรื่อย ๆ จนมาได้รู้จักกับสโมสรมากขึ้น ก็เชียร์ลิเวอร์พูล แล้วมันก็แอบเชียร์ทีมชาติอังกฤษไปด้วย
 
มาถึงปี 2006 เราได้ไปอยู่บ้านเขาที่เยอรมนี ก็แอบเชียร์ฝั่งของอินทรีย์เหล็กไปด้วย มันขึ้นอยู่กับช่วงเวลาครับ จังหวะของชีวิตว่าตอนนั้นเราคลุกคลีอยู่กับอะไร เราอยู่ใกล้อะไรมากกว่า ผมมองว่าบอลโลกมันเป็นเทศกาล มันเป็น festival ที่ทุกคนอยากจะเข้ามาอยู่ร่วมกันแล้วก็ทำกิจกรรมด้วยกัน มันอาจไม่ได้ถึงขั้นว่าฉันต้องเชียร์ทีมชาตินี้ไปตลอดทุกปีหรือทุกครั้ง จะเชียร์ทีมไหนขึ้นอยู่กับจังหวะและช่วงเวลามากกว่า 
ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับกีฬา จะมองฟุตบอลโลกด้วยมุมมองแบบไหน
 
ถ้าในมุมของแฟนบอล แน่นอนครับ เราโตมากับการถ่ายทอดสดของฟุตบอลโลกอยู่แล้ว แต่ถ้าไปดูแบบไม่ได้ทำงาน อาจจะมีปี 2010 ครับ เคยได้ไปที่แอฟริกาใต้ เขาเชิญให้ไปดูคู่อาร์เจนตินากับเยอรมนีนี่แหละ มันก็สนุกไปอีกแบบนะ มันก็จะสบายตัวมากขึ้น เราไม่ต้องมาคอยพะวงว่าจะต้องส่งงาน อันนี้สบายเลยครับ ไปแบบกองเชียร์เลย แต่งตัวเสื้อผ้าหน้าผม เหมือนเข้าไปอยู่ใน festival ของเขา ณ ตรงนั้น มันก็สนุกไปอีกแบบหนึ่ง แต่ว่าผมกลับชอบมุมมองของการไปทำงานมากกว่า ผมชอบนั่งอยู่ใน press box มากกว่า เพราะมันเป็นมุมมองที่ดี แต่กับแฟนบอลมันก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง สนุกสนานเฮฮาแบบกองเชียร์เลย
 
คือผมอาจจะสนุกมากกว่านี้ก็ได้ครับ เพราะว่าเราอยู่ในฐานะของการเป็นคนดูฟุตบอล เราสบาย เป็นกองเชียร์ มันก็เลยจะไม่มีเรื่องพาร์ทของการทำงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ต้องมีภาระหน้าที่หรือความรับผิดชอบต่าง ๆ มันก็คงแค่รอนับวัน เชียร์ แล้วก็อยู่กับมัน สนุกสนานไปกับเกมที่มันเกิดขึ้น ซึ่งถ้าถามว่ามันแตกต่างกันไหมกับปัจจุบันนี้ จริง ๆ ณ ปัจจุบันนี้กับวัย 40 กว่าแล้ว ผมก็พยายามลดทอนพาร์ทของการทำงานลงเรื่อย ๆ เพราะว่าเราขาดความรู้สึกของการเป็นกองเชียร์ฟุตบอลแบบจริงจัง ส่วนใหญ่มันก็จะเกี่ยวข้องกับการทำงานอยู่ตลอดเวลา แต่พอจะพยายามนั่งดูฟุตบอลแบบสบาย ๆ มันก็ต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้เราลุกขึ้นมาเหมือนทำงานอีกรอบหนึ่ง
 
ถ้าถามว่ามันแตกต่างไหม หรือจะทำอะไรอยู่ในมุมมองตรงนี้ ผมว่าผมคงดูฟุตบอลสนุกแล้วก็ผ่อนคลายกับมันมากขึ้น แต่ผมก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่ามันจะเป็นแบบไหน เพราะเราไม่เคยมีแพลนบีกับตรงนี้เลยครับ ผมปักหมุดไว้ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วว่ายังไงก็ตามแต่ ต้องพาตัวเองไปอยู่ในวงจรของการเป็นสื่อฟุตบอลให้ได้ ตอนนั้นเรานึกออกอย่างเดียวว่าอยากจะทำงานกับสิ่งที่เรารัก ซึ่งก็คือฟุตบอล เราเตะบอลก็ไม่ได้เก่งอะไรมากมาย จะไปทำอย่างอื่นมันก็ยังไม่มีความชัดเจนว่ามันต้องเรียนตรงไหนอะไรยังไง มันก็มีสื่ออยู่ในมือนี่แหละ เราได้ดูสตาร์ซอกเกอร์ทุกวัน ได้อ่าน ได้มีบทความมีคอลัมน์ต่าง ๆ มันเลยเหมือนทุบหม้อข้าวเลยครับ ต้องไปอยู่ตรงนั้นให้ได้ มันเลยไม่ได้มีมุมมองที่เผื่อเอาไว้ว่าถ้าฉันทำไม่ได้ล่ะมันจะต้องเป็นยังไง
 

ประสบการณ์สุดแย่ในฟุตบอลโลก 

ผมว่ามันไม่ได้มีอะไรชัดเจนขนาดนั้นครับ เพราะสุดท้ายแล้ว ฟุตบอลน่ะผมไม่ได้ตั้งเงื่อนไขกับมันว่าต้องดีหรือว่าไม่ดี สำหรับเราหรือสำหรับใคร แต่ฟุตบอลมันคืออะไรสักอย่างที่คอยให้เรามีชีวิตได้ครับ มันเป็นลมหายใจของเราได้ หรือทำให้เราเดินไปข้างหน้า มีชีวิตอยู่ต่อได้ มันเลยไม่ได้ไปคาดหวังว่าฟุตบอลมันต้องให้อะไรกับเรา มันเลยไม่ได้มีอาการผิดหวังเกี่ยวกับฟุตบอลโลกอะไรขนาดนั้น
 
แต่ถ้าจะเอาประสบการณ์ที่หวาดเสียวหน่อยมันอาจจะมีครับ เช่น ไปทำงานแล้วงานมันไม่สำเร็จ หรือมีอยู่ครั้งหนึ่งตอนฟุตบอลโลกปี 2006 นี่แหละ คือตอนนั้นเราในฐานะของการเป็นนักข่าว มันจะมีตั๋วที่มันเหลือมาจากผู้หลักผู้ใหญ่ แล้วบทบาทหน้าที่ของเรา พูดง่าย ๆ ก็คือ เอาตั๋วไปปล่อย ซึ่งมันก็เป็นที่จับจ้องของทางเจ้าหน้าที่เขา เคยโดนตำรวจเรียกไปคุยว่าคุณไปเอาตั๋วมาจากไหน ประมาณนั้น แต่พอชี้แจงแล้วทุกอย่างมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ผมว่าผมไม่มีเลย คือถ้าผิดหวังกับผลการแข่งขันอันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ มันก็มี โอ้โห! เชียร์มากเลย แต่ว่าเสียดาย หรือปี 1994 มาราโดนาโดนแบนออกจากการแข่งขันเพราะว่าไปตรวจโด๊ปแล้วเจอ เราก็แค่รู้สึกว่าเสียดาย แต่มันไม่ถึงขั้นว่าเสียใจมาก คงไม่มีครับ
 

เต็งแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 ยกให้ทีมไหน 

ตอนแรกคิดว่าถ้าอาร์เจนตินาได้ชิงกับบราซิลก็คงจะดี แต่พอไปดูสายแล้วมันไม่ได้ ตันสุดของคู่นี้คือไปเจอกันรอบรอง มันก็เลยกลับมาดูว่าแล้วสายล่างมันมีอะไรอีก ก็จะมีพวกอังกฤษ ฝรั่งเศส ซึ่งมันก็อยู่ในระดับตัวเต็ง ๆ คือตัวเต็งเนี่ยที่เขาออกโพลกันมาก็มีบราซิล อาร์เจนตินา ฝรั่งเศสแชมป์เก่า ที่เหลือก็ลดระดับกันลงมา เยอรมนี อังกฤษ สเปน แต่ถ้าถามว่าเชียร์ใครให้เป็นแชมป์ ผมรู้สึกว่าถ้าอาร์เจนตินาได้ มันก็น่าจะเป็นเรื่องราวที่ดีสำหรับเมสซี (Lionel Messi) คือต้องผ่านหลายทีมมาก มันอาจมีตัวแปรสำคัญอีกเพราะว่าสเปนกับเยอรมนีมันอยู่สายเดียวกัน คือใครเข้าที่หนึ่งที่สอง มันสามารถพลิกผันได้หมดเลย แต่ถ้าให้เลือก ในมุมมองผมนะ อาร์เจนตินาอาจมีโอกาสครับผม
 
ผมว่าเขาเปลี่ยนแปลงตั้งแต่หมดยุคปี 2018 เป็นต้นมา ยุคของซามเปาลี (Sampaoli) ที่ตกรอบไป แล้วก็ใช้โค้ชใหม่ขึ้นมา ก็คือสกาโลนี (Scaloni) ที่ตอนแรกขึ้นมาเป็นโค้ชรักษาการด้วยซ้ำไป แต่โค้ชหนุ่มคนนี้ดันเป็นคนที่ทำให้นักเตะทุกคนในทีมเริ่มมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น ความเป็นทีมมันมากขึ้น เขาพยายามมองหาว่าจุดเด่นที่สุดของทีมคืออะไร แน่นอน คือเมสซีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องทำยังไงให้เมสซี่ได้เฉิดฉายให้ได้มากที่สุด เพราะก่อนหน้านี้มันเคยมีช่วงเวลาหนึ่งที่เมสซี่ตกเป็นเป้าโจมตีตลอดเวลา เพราะความคาดหวังมันสูงนี่แหละครับ เป็นแพะ อะไรก็ตามแต่ เมสซีโดนก่อน มันถึงขั้นว่าเมสซีอยากจะลาทีมไป
 
พอสกาโลนีเข้ามา เขาสร้างกลุ่มก้อนขึ้นมาใหม่ มีบทบาทในแต่ละตำแหน่งที่มันชัดเจน เช่น ตรงกลาง ถ้าปัญหามันคือเมสซี่เล่นไม่ได้ ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ สกาโลนีก็เลยแบบปรับวิธีการเล่นใหม่ ว่าตรงกลาง มิดฟิลด์มันต้องใช้พลังงานให้มันมากกว่านี้นะ เช่น คุณมีโรดริโก เด โปล (Rodrigo Javier De Paul) คุณมีเลอันโดร ปาเรเดส (Leandro Daniel Paredes) ที่คอยเป็นตัวบล็อกให้เป็นตัวชนให้ แย่งบอลได้แล้วคืนบอลให้เมสซีให้เร็ว แล้วที่เหลือก็ใช้เวทมนต์ของเมสซีนี่แหละดำเนินไป ซึ่งมันก็เห็นในการได้แชมป์โคปาเมื่อปีที่แล้ว สมมติว่ามันเติบโตมาด้วยกัน แล้วความสัมพันธ์ในทีมมันดี แล้วทุกคนเริ่มรู้หน้าที่บทบาทของตัวเอง โดยที่เมสซี่ไม่ได้เป็นตัวแบกเหมือนเดิม มีตัวเข้ามาช่วยเยอะขึ้น มันก็เลยทำให้องค์ประกอบโดยรวมของอาร์เจนตินามันดูสมดุลขึ้น สำหรับผมนะครับ ก็เลยคิดว่ามันอาจจะมีโอกาสสำหรับปีนี้ครับ
 
INTERVIEW_YAK_DD_WORLD_CUP_2022_SPACEBAR_Photo07_copy_f25fbe6852.jpeg

มุมมองที่แตกต่างของการทำงานในแวดวงฟุตบอลและแฟนบอลทั่วไป

ฟุตบอลโลกมันคือทัวร์นาเมนต์ของการสร้างผลงาน เป็นรายการใหญ่ เม็ดเงินลงทุนสูง ถ้ามองแบบเป็นธุรกิจ มันคืองานพิสูจน์ระดับหนึ่งเลยว่างานที่คุณทำอยู่เนี่ยมันเวิร์กหรือว่ามันไม่เวิร์ก คือว่าง่าย ๆ ยิ่งยุคนี้ออนไลน์ ตัวเลขมันเห็นชัด มันก็เลยอาจจะมีความเหนื่อย ความกดดันบ้างเล็กน้อยกับการทำงาน เพราะทุกคนค่อนข้างจะคาดหวัง ว่ามันจะต้องได้ยอดประมาณนี้ ถ้ามองในแง่ของการทำงาน มันก็จะลดทอนความสนุกลงครับ แต่มันจะเติมด้วยความอยากจะทำให้งานมันดีที่สุด มันอาจจะคาบเกี่ยวระหว่างความกดดันในตัวเองแล้วก็งานที่มันจะออกมา
 
แต่ถ้าแฟนบอล สบายเลย คือถ้าแบบสมัยเด็กๆ ผมตีตารางเลย ใส่ผลสมัยก่อน คู่แรกใครชนะ จดบันทึก คือมันก็เหมือนกับช่วงเวลาที่เราทำงานนี่แหละนะ แต่ตอนที่เป็นแฟนบอล เราทำด้วยแพชชันล้วนๆ เราตีตารางเอง เขียนเองอ่านเอง มันก็มีความสุขโดยที่ไม่ต้องมีคนมาคอยตัดสินว่าคุณทำแบบนี้มันดีหรือเปล่า คุณทำแบบนี้ไม่ดีพอ อะไรต่างๆ นานา แล้วมันก็จะฟรี มันก็จะผ่อนคลาย ถ้ายุคนี้มันก็คงแบบ นั่งอยู่บนโซฟาดีๆ อาหาร เครื่องดื่ม ดูบอล เชียร์กับครอบครัว แค่นี้มันก็แฮปปี้แล้วครับสำหรับการเป็นแฟนบอล
 
แต่ต่อให้ผมไม่ได้อยู่ ณ ตรงนี้ ผมก็คงทำเหมือนเดิมแหละครับ เพียงแต่อาจจะไม่มีใครมาเห็นงานของเราเยอะมากเท่ากับตอนที่เราอยู่ตรงนี้เท่านั้นเอง ไม่ต้องมากังวลว่าจะมีใครชอบงานเราไหม หรือตัวเลขมันจะเป็นยังไง ยอดวิวมันจะเป็นยังไง มันก็คงผ่อนคลายมากขึ้น แต่ยังไงก็ต้องดูอยู่ดีแหละครับ เหนื่อยมันมีบ้างเรื่องปกติ แต่มันเป็นความเหนื่อยที่เราไม่ได้รู้สึกว่ามันโหดร้ายจังเลย จะบอกว่าผมทำงานเหมือนไม่ได้ทำงาน ก็คงไม่ขนาดนั้น เพราะมันก็ต้องมีผลลัพธ์ที่ออกมาเพื่อทำให้องค์กรมันดีขึ้น หรือผลงานที่ทำให้คนดูชอบ แต่มันเริ่มต้นมาจากพื้นฐานของชีวิตของเราที่มันอยู่กับฟุตบอลมาตลอดทั้งชีวิตครับ มันก็เลยเป็นไปตามธรรมชาติที่สุด เท่าที่เราอยากจะทำให้มันได้ 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์