จากกรณีฟ้าผ่านักกีฬาไทย! เทียบความปลอดภัยในต่างประเทศกับเหตุการณ์แบบเดียวกัน

3 พ.ย. 2569 - 18:00

  • หลังเกิดเหตุการณ์สุดเศร้าของ ‘น้องเอย่า’ นักกอล์ฟเยาวชนหญิงไทยที่ถูกฟ้าผ่าเสียชีวิต ในส่วนของ ‘ประเด็นความปลอดภัย’ คือเรื่องที่ต่อจากนี้วงการกีฬาไทยต้องหันมาให้ ‘ความสำคัญ’ มากขึ้น

จากกรณีฟ้าผ่านักกีฬาไทย! เทียบความปลอดภัยในต่างประเทศกับเหตุการณ์แบบเดียวกัน

หลังเกิดเหตุการณ์สุดเศร้าของ ‘น้องเอย่า’ นางสาวเอยาวรินทร์ ประดับญาติ นักกอล์ฟเยาวชนหญิงไทยวัย 15 ปีที่ถูกฟ้าผ่าใส่อย่างรุนแรงกลางสนามกอล์ฟระหว่างแข่งขันรายการหนึ่งที่จังหวัดฉะเชิงเทราจนเกิดอาการบาดเจ็บสาหัส เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมาซึ่งสุดท้ายได้เสียชีวิตลง ถือเป็นความสูญเสียของวงการนักกีฬาไทยจากสาเหตุนี้คนที่สองในรอบปีต่อจาก ‘ซอฟวัน อาแว’ นักฟุตบอลของสโมสรเอฟซี ยะลา ที่โดนฟ้าผ่าขณะแข่งจนบาดเจ็บสาหัสและภายหลังเสียชีวิตเช่นเดียวกัน 

คำถามสำคัญของเรื่องนี้คือ ‘ประเด็นของความปลอดภัย’ เมื่อต้องเจอกับเหตุการณ์ที่สุ่มเสี่ยงแบบนี้ โดยในประเทศไทยดูเหมือนจะยังไม่มีวิธีการรับมือที่ชัดเจน ขอยกตัวอย่างในระดับสากลว่าเขามองเรื่อง ‘ฟ้าผ่าระหว่างการแข่งขันกีฬา’ เป็นเหตุฉุกเฉินด้านความปลอดภัยที่ต้องให้ความสำคัญมากในหลากหลายชนิดกีฬา ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล, อเมริกันฟุตบอล, กรีฑา, กอล์ฟ, เทนนิส และกีฬากลางแจ้งอื่นๆ เนื่องจากฟ้าผ่าสามารถเกิดขึ้นได้แม้ว่าฝนจะยังไม่ตกหรือท้องฟ้ายังดูปลอดโปร่งก็ตาม

หลักปฎิบัติที่หลายประเทศใช้ 

1. ได้ยินเสียงฟ้าร้องต้องเริ่มเตรียมหยุดการแข่งขัน - แนวทางของ NCAA (สมาคมกีฬาระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ) และองค์กรกีฬาหลายๆ แห่งใช้หลักว่า หากได้ยินเสียงฟ้าร้อง เห็นฟ้าแลบหรือฟ้าผ่า ต้องประเมินทันทีว่าพายุอยู่ในระยะที่เป็นอันตรายได้ ไม่ควรรอให้เกิดเหตุการณ์ที่สนามก่อนจึงค่อยหยุดเกม 

2. มาตรฐานที่เห็นได้บ่อยคือกฏ 30/30 - วิธีการคือจับเวลาระหว่างเห็นฟ้าแลบต่อเนื่องจนถึงได้ยินเสียงฟ้าร้อง ถ้าน้อยกว่า 30 วินาทีให้ถือว่าพายุอยู่ใกล้เกินไป ควรหยุดการแข่งขันและอพยพทันที หลังจากนั้นถ้าฟ้าผ่าหรือได้ยินเสียงฟ้าร้องครั้งสุดท้ายควรต้องรออย่างน้อย 30 นาทีก่อนจะกลับมาแข่งขันต่อ และถ้ามีฟ้าผ่าหรือฟ้าร้องอีกครั้งให้เริ่มนับ 30 วินาทีใหม่ โดยในปัจจุบันหลายสนามใช้ระบบตรวจจับฟ้าผ่าแบบเรียลไทม์เข้ามาช่วย เช่น หากตรวจพบฟ้าผ่าภายในรัศมีราว 10 กม. ต้องหยุดแข่งขันทันที

นักกีฬาและคนดูต้องไปอยู่ที่ไหน? 

เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญไม่แพ้การหยุดการแข่งขัน ปัจจุบันความปลอดภัยสมัยใหม่จะมองทั้งระบบด้วยการย้ายผู้คนทั้งหมดที่อยู่ในสนามแบบเปิดโล่งให้เข้าไปอยู่ในที่ร่มหรือในอาคาร โดยควรจะเป็นสถานที่ปลอดภัยอย่างอาคารปิดที่มีความแข็งแรง หรือรถยนต์ไม่ก็รถบัสที่มีหลังคาโลหะและปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย หากอยู่ในอาคารให้หลีกเลี่ยงบริเวณหน้าต่าง ระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ประปา สำหรับตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดน่าจะเป็นศึก ‘ฟุตบอลโลก 2026’ ที่เราจะเห็นว่าหากบางเกมที่มีความสุ่มเสี่ยงจะเกิดพายุหรือฟ้าผ่าเขาก็จะหยุดทำการแข่งขันทันที และรอให้ถึงจุดปลอดภัยจริงๆ ถึงจะกลับมาแข่งขันตามปกติอีกครั้ง

ทำไมถึงหยุดทันทีทั้งที่ยังไม่มีฟ้าผ่าลงสนาม? 

เนื่องจากหลักความปลอดภัยไม่ได้ถามว่า ‘ฟ้าผ่าลงสนามหรือยัง?’ แต่ถามว่า ‘มีความเสี่ยงมากพอที่จะทำให้คนในสนามตกอยู่ในอันตรายหรือยัง?’ เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาจุดที่ฟ้าจะผ่าครั้งต่อไปได้อย่างแม่นยำ และฟ้าผ่าสามารถเกิดห่างจากบริเวณฝนตกได้หลายไมล์ ดังนั้นการที่ผู้จัด สั่งหยุดเกมก่อนเกิดเหตุ ไม่ได้แปลว่าเป็นการ ‘ตื่นตระหนกเกินเหตุ’ แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงตามหลักสากล 

ประเด็นที่น่าถกเถียงสำหรับการแข่งขันกีฬาในไทย 

1. ใครมีอำนาจสั่งหยุดการแข่งขันเมื่อเกิดฟ้าผ่า 

2. สนามมีระบบตรวจจับฟ้าผ่าแบบ Real-time หรือเปล่า 

3. มีพื้นที่ปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้ชมทั้งหมดไหม 

4. มีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่กับการแข่งขันหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็น อาชีพ โรงเรียน มหาวิทยาลัย และระดับชาติ 

5. หากผู้จัดไม่หยุดการแข่งขันที่มีความเสี่ยง ถ้าเกิดเหตุขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ 

สุดท้ายต้องมารอดูกันต่อไปว่าหลังจากที่วงการกีฬาไทยต้องสูญเสียนักกีฬาถึงสองคนภายในปีเดียวจากสาเหตุนี้ จากนี้ไปจะมีการถอดบทเรียนเพื่อหาวิธีในการรับมือเรื่องนี้แบบมืออาชีพต่อไปอย่างไรบ้าง เพราะคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกในอนาคตแน่นอน 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์