คอร์รัปชันในอาเซียนเป็นปัญหาที่ฝังรากลึก ยากที่จะแก้ไขให้ดีขึ้น แม้หลายประเทศจะรณรงค์ให้ผู้คนในประเทศของตนตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหานี้กันมากแค่ไหน แต่ยังมีการทุจริต คอร์รัปชันในทุกวงการ
ล่าสุด องค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ ได้เผยแพร่ดัชนีรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) ประจำปี 2022 จากจำนวนประเทศ 180 ประเทศทั่วโลก ที่ระบุว่า ผลคะแนน CPI ไทยประจำปีนี้ขึ้นมา 9 อันดับอยู่ที่ 101 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ได้ 36 คะแนนมากกว่าปีที่แล้ว ร่วมกับ 8 ประเทศ ด้าน “เดนมาร์ก” คว้าอันดับ 1 “สิงคโปร์” อยู่อันดับ 5 ร่วมกับ “สวีเดน”
ส่วนประเทศที่มีคะแนน CPI 36 คะแนนเท่ากับไทย และอยู่อันดับ 101 ร่วมกัน มีแอลเบเนีย เอกวาดอร์ คาซัคสถาน ปานามา เปรู เซอร์เบีย ศรีลังกา และตุรกี
ประเทศที่ได้อันดับ 1 ในปีนี้คือ เดนมาร์ก ได้ 90 คะแนน ฟินแลนด์ และนิวซีแลนด์ อยู่ที่ 2 ร่วม ได้ 87 คะแนนเท่ากัน นอร์เวย์อยู่ที่ 4 ได้ 84 คะแนน และสิงคโปร์อยู่ที่ 5 ร่วมกับสวีเดน ได้ 83 คะแนน
หากพิจารณาเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ค่าเฉลี่ยซีพีไออยู่ที่ 45 เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน กว่า 70% ของภูมิภาคได้คะแนนต่ำกว่า 50 ผู้นำในภูมิภาค ได้แก่ นิวซีแลนด์ 87 คะแนน สิงคโปร์ 83 คะแนน ฮ่องกง 76 คะแนน และออสเตรเลีย 75 คะแนน ต่ำสุดในภูมิภาค ได้แก่ อัฟกานิสถาน 24 คะแนน กัมพูชา 24 คะแนน เมียนมา 23 คะแนน และเกาหลีเหนือ 17 คะแนน
สิงคโปร์และมองโกเลียได้คะแนนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ 83 และ 33 ตามลำดับ
ประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นมาก ได้แก่ เกาหลีใต้ 63 คะแนน เวียดนาม 42 คะแนน และมัลดีฟส์ 40 คะแนน ส่วนประเทศที่ย่ำแย่ลง ได้แก่ มาเลเซีย 47 คะแนน มองโกเลีย 33 คะแนน และปากีสถาน 27 คะแนน
ล่าสุด องค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ ได้เผยแพร่ดัชนีรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) ประจำปี 2022 จากจำนวนประเทศ 180 ประเทศทั่วโลก ที่ระบุว่า ผลคะแนน CPI ไทยประจำปีนี้ขึ้นมา 9 อันดับอยู่ที่ 101 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ได้ 36 คะแนนมากกว่าปีที่แล้ว ร่วมกับ 8 ประเทศ ด้าน “เดนมาร์ก” คว้าอันดับ 1 “สิงคโปร์” อยู่อันดับ 5 ร่วมกับ “สวีเดน”
ส่วนประเทศที่มีคะแนน CPI 36 คะแนนเท่ากับไทย และอยู่อันดับ 101 ร่วมกัน มีแอลเบเนีย เอกวาดอร์ คาซัคสถาน ปานามา เปรู เซอร์เบีย ศรีลังกา และตุรกี
ประเทศที่ได้อันดับ 1 ในปีนี้คือ เดนมาร์ก ได้ 90 คะแนน ฟินแลนด์ และนิวซีแลนด์ อยู่ที่ 2 ร่วม ได้ 87 คะแนนเท่ากัน นอร์เวย์อยู่ที่ 4 ได้ 84 คะแนน และสิงคโปร์อยู่ที่ 5 ร่วมกับสวีเดน ได้ 83 คะแนน
หากพิจารณาเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ค่าเฉลี่ยซีพีไออยู่ที่ 45 เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน กว่า 70% ของภูมิภาคได้คะแนนต่ำกว่า 50 ผู้นำในภูมิภาค ได้แก่ นิวซีแลนด์ 87 คะแนน สิงคโปร์ 83 คะแนน ฮ่องกง 76 คะแนน และออสเตรเลีย 75 คะแนน ต่ำสุดในภูมิภาค ได้แก่ อัฟกานิสถาน 24 คะแนน กัมพูชา 24 คะแนน เมียนมา 23 คะแนน และเกาหลีเหนือ 17 คะแนน
สิงคโปร์และมองโกเลียได้คะแนนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ 83 และ 33 ตามลำดับ
ประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นมาก ได้แก่ เกาหลีใต้ 63 คะแนน เวียดนาม 42 คะแนน และมัลดีฟส์ 40 คะแนน ส่วนประเทศที่ย่ำแย่ลง ได้แก่ มาเลเซีย 47 คะแนน มองโกเลีย 33 คะแนน และปากีสถาน 27 คะแนน

ดัชนีนี้ได้รับการเผยแพร่ไม่กี่วันหลังจากประธานาธิบดีเหวียน ซวน ฟุก ของเวียดนาม ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกกดดันให้รับผิดชอบต่อกรณีการทุจริตฉ้อฉลของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาล
เมื่อวันที่ 17 ม.ค. เหวียน ซวน ฟุก ลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกกดดันจากที่ประชุมวาระพิเศษของคณะกรรมาธิการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีมติพิจารณาการลาออกและเกษียณการทำงานของประธานาธิบดีเพื่อให้เขาได้แสดงความรับผิดชอบต่อกรณีอื้อฉาวการคอร์รัปชันที่เชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคน ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา
ประธานาธิบดีเวียดนามวัย 68 ปีผู้นี้ ถือเป็นผู้นำระดับสูงสุดของรัฐบาลเวียดนาม ที่ประกาศลาออกจากตำแหน่ง และนอกจากตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว เขายังลาออกจากตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการโปลิตบูโร คณะกรรมการบริหารของคณะกรรมาธิการส่วนกลาง ตลอดจนตำแหน่งประธานสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติด้วย
เหวียน ซวน ฟุก เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมืองในระดับท้องถิ่นเมื่อปี 2522 และเข้ารับตำแหน่งในระดับชาติเมื่อปี 2549 ก่อนได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการโปลิตบูโร และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ระหว่างปี 2549-2564 จนกระทั่งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปี 2564
คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ระบุว่า ระหว่างที่เหวียน ซวน ฟุก ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำหลายราย ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเหวียน ซวน ฟุก ประพฤติมิชอบจนสร้างความเสียหายใหญ่หลวง โดยเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าวประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี 2 คน และรัฐมนตรี 3 คน โดยที่รัฐมนตรี 2 คนและเจ้าหน้าที่รัฐอีกจำนวนหนึ่งถูกดำเนินคดีในขณะนี้ จึงเป็นสาเหตุให้เหวียน ซวน ฟุก ตัดสินใจลาออกและยุติบทบาททางการเมือง
“ลี ฮอง เฮียบ” นักวิจัยอาวุโส และเป็นผู้ประสานงานโครงการเวียดนามศึกษา สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ของสิงคโปร์ ตั้งข้อสังเกตในสังคมเวียดนามที่พุ่งเป้าการลาออกของผู้นำเวียดนาม ไปที่การรับสินบนและการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงกับบริษัทเอกชน เวียด เอ ซึ่งเกี่ยวข้องกับชุดตรวจโควิด-19 ที่บริษัทดังกล่าวผลิตขึ้น
การปราบปรามการทุจริตของเวียดนามดุเดือดมากขึ้น มีการจับกุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องครั้งใหญ่ และยังมีข่าวลือเกี่ยวกับภริยาของประธานาธิบดีเวียดนาม ว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตครั้งนี้ แต่เรื่องนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจน
การเมืองเวียดนามค่อนข้างเป็นการเมืองปิด แต่ก็มีข้อสังเกตที่อาจเป็นไปได้ว่า หลังจากประธานาธิบดีเวียดนามลาออกแล้ว เหวียน ฟู จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม อาจทำหน้าที่ควบตำแหน่งประธานาธิบดีด้วย จนกว่าจะถึงการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในปี 2026
แต่ผู้สังเกตการณ์อีกกลุ่มหนึ่ง ที่ติดตามสถานการณ์ในเวียดนามอย่างใกล้ชิด พุ่งเป้าไปที่ทายาททางการเมืองอย่าง “โต เลิม” (To Lam) ซึ่งปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนาม ว่าอาจขึ้นเป็นผู้นำเวียดนามคนต่อไป
เมื่อวันที่ 17 ม.ค. เหวียน ซวน ฟุก ลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกกดดันจากที่ประชุมวาระพิเศษของคณะกรรมาธิการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีมติพิจารณาการลาออกและเกษียณการทำงานของประธานาธิบดีเพื่อให้เขาได้แสดงความรับผิดชอบต่อกรณีอื้อฉาวการคอร์รัปชันที่เชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคน ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา
ประธานาธิบดีเวียดนามวัย 68 ปีผู้นี้ ถือเป็นผู้นำระดับสูงสุดของรัฐบาลเวียดนาม ที่ประกาศลาออกจากตำแหน่ง และนอกจากตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว เขายังลาออกจากตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการโปลิตบูโร คณะกรรมการบริหารของคณะกรรมาธิการส่วนกลาง ตลอดจนตำแหน่งประธานสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติด้วย
เหวียน ซวน ฟุก เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมืองในระดับท้องถิ่นเมื่อปี 2522 และเข้ารับตำแหน่งในระดับชาติเมื่อปี 2549 ก่อนได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการโปลิตบูโร และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ระหว่างปี 2549-2564 จนกระทั่งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปี 2564
คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ระบุว่า ระหว่างที่เหวียน ซวน ฟุก ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำหลายราย ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเหวียน ซวน ฟุก ประพฤติมิชอบจนสร้างความเสียหายใหญ่หลวง โดยเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าวประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี 2 คน และรัฐมนตรี 3 คน โดยที่รัฐมนตรี 2 คนและเจ้าหน้าที่รัฐอีกจำนวนหนึ่งถูกดำเนินคดีในขณะนี้ จึงเป็นสาเหตุให้เหวียน ซวน ฟุก ตัดสินใจลาออกและยุติบทบาททางการเมือง
“ลี ฮอง เฮียบ” นักวิจัยอาวุโส และเป็นผู้ประสานงานโครงการเวียดนามศึกษา สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ของสิงคโปร์ ตั้งข้อสังเกตในสังคมเวียดนามที่พุ่งเป้าการลาออกของผู้นำเวียดนาม ไปที่การรับสินบนและการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงกับบริษัทเอกชน เวียด เอ ซึ่งเกี่ยวข้องกับชุดตรวจโควิด-19 ที่บริษัทดังกล่าวผลิตขึ้น
การปราบปรามการทุจริตของเวียดนามดุเดือดมากขึ้น มีการจับกุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องครั้งใหญ่ และยังมีข่าวลือเกี่ยวกับภริยาของประธานาธิบดีเวียดนาม ว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตครั้งนี้ แต่เรื่องนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจน
การเมืองเวียดนามค่อนข้างเป็นการเมืองปิด แต่ก็มีข้อสังเกตที่อาจเป็นไปได้ว่า หลังจากประธานาธิบดีเวียดนามลาออกแล้ว เหวียน ฟู จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม อาจทำหน้าที่ควบตำแหน่งประธานาธิบดีด้วย จนกว่าจะถึงการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในปี 2026
แต่ผู้สังเกตการณ์อีกกลุ่มหนึ่ง ที่ติดตามสถานการณ์ในเวียดนามอย่างใกล้ชิด พุ่งเป้าไปที่ทายาททางการเมืองอย่าง “โต เลิม” (To Lam) ซึ่งปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนาม ว่าอาจขึ้นเป็นผู้นำเวียดนามคนต่อไป



