สำนักข่าว Reuters สัมภาษณ์ ‘อนุชา อ่างแก้ว’ วัย 28 ปี คนงานไทยในฟาร์มอิสราเอลติดชายแดนฉนวนกาซาที่ได้เปิดเผยเรื่องราวหลังจากถูกจับไปเป็นตัวประกันนานกว่า 50 วัน
อนุชาเล่าว่า เขาพยายามตะเกียกตะกายออกจากบังเกอร์ที่เคยเข้าไปหลบจรวดบริเวณชายแดนอิสราเอลติดกับฉนวนกาซา เมื่อเวลาประมาณ 7.30 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) วันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเขาหวังว่าจะได้พบทหารอิสราเอล ทว่าอนุชาและเพื่อนร่วมงานชาวไทยทั้ง 5 กลับถูกกลุ่มติดอาวุธ 10 คน ที่เขาบอกว่าเป็นกลุ่มฮามาสเนื่องจากมีธงชาติปาเลสไตน์ติดอยู่บนเสื้อของพวกเขา “เราตะโกนว่า ไทยแลนด์ ไทยแลนด์! แต่พวกเขาไม่สนใจ” และสังหารชาวไทย 2 ใน 6 คนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งมีเพื่อนหนึ่งคนที่ถูกยิงเสียชีวิตต่อหน้า ส่วนที่เหลือถูกบังคับให้ขึ้นรถบรรทุกและขับออกไปประมาณ 30 นาที เข้าสู่ฉนวนกาซา
อนุชาเล่าว่า มีตัวประกันจำนวนมากที่ต้อง ‘อดทน’ เขาต้องนอนบนพื้นทรายและถูกกลุ่มฮามาสทุบตี ซึ่งหากเป็นชาวอิสราเอลก็จะถูกปฏิบัติอย่างโหดร้าย เพื่อให้ผ่านพ้นความเหี้ยมโหดและรักษาความหวังที่ยังพอมีเขาและเพื่อนชาวไทยอีก 4 คนต้องอาศัยเกมหมากรุกบนกระดานชั่วคราวเพื่อบรรเทาความคิดถึงครอบครัว และความอยากอาหารไทย ขณะที่ตัวประกันไม่กี่คนที่ได้รับการปล่อยตัวออกมาได้เปิดเผยถึงความเจ็บปวดของพวกเขา และพูดถึงการทุบตีและการขู่ฆ่าด้วยเช่นกัน
“ผมคิดว่าผมคงจะตาย” อนุชากล่าวที่บ้านของเขาในแถบชนบททางตะวันออกเฉียงเหนือของไทย หลังจากที่ถูกกักขังมานานกว่า 50 วัน ซึ่งเวลาเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปในห้องใต้ดินเล็กๆ 2 ห้อง ที่มีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธคอยรักษาความปลอดภัยและเข้าถึงได้ด้วยอุโมงค์แคบๆ ที่มืดมิด ขณะที่ตัวประกันมากกว่า 100 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เด็ก และคนที่ไม่ใช่ชาวอิสราเอลได้รับการปล่อยตัวแล้ว
ยังเหลือประชาชนอีก 130 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีคนไทยอยู่อีก 8 คน ที่ยังถูกคุมขัง
ก่อนสงคราม แรงงานไทยประมาณ 30,000 คนทำงานในภาคเกษตรกรรม ทำให้คนไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในอิสราเอล ขณะที่อิสราเอลเสนอค่าจ้างที่สูงขึ้นแก่เกษตรกร
ประเทศไทยซึ่งมีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับอิสราเอล รับรองปาเลสไตน์เป็นรัฐอธิปไตยในปี 2012 กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลเปรียบเทียบตัวประกันชาวไทยที่เสียชีวิตเป็น ‘วีรบุรุษ’ และกล่าวว่า เชลยที่ถูกปล่อยตัวจะได้รับผลประโยชน์เช่นเดียวกับตัวประกันชาวอิสราเอล
อาหารสองมื้อ น้ำสองขวด
ครั้งหนึ่งในฉนวนกาซา กลุ่มติดอาวุธในเครื่องแบบได้ส่งคนไทยให้กับชายกลุ่มเล็กๆ ซึ่งพาพวกเขาไปยังบ้านร้างและมัดมือไว้ด้านหลัง กลุ่มคนไทยพร้อมด้วยชาวอิสราเอลวัย 18 ปี ที่อนุชารู้จักเขาจากคิบบุตซ์ ซึ่งเป็นที่ที่เขาทำงานในฟาร์ม
การทุบตีเริ่มขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน ขณะที่ผู้จับกุมต่อยและเตะพวกเขา “เราตะโกนว่า ไทย ไทย!” ซึ่งทำให้ความรุนแรงของการโจมตีเบาลง ทว่าไม่ได้ช่วยบรรเทาความรุนแรงให้กับหนุ่มชาวอิสราเอลรายนั้น หนึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้ง 5 คนถูกนำขึ้นรถบรรทุกอีกคันซึ่งขับไปประมาณ 30 นาทีไปยังอาคารเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ทอดเข้าไปในอุโมงค์
เมื่อเข้าใกล้กับปากอุโมงค์ พวกเขาถูกทุบตีอีกครั้งและถ่ายรูป ก่อนที่จะเดินผ่านทางเดินอันมืดมิดกว้างประมาณเมตรไปยังห้องเล็กๆ ไม่มีหน้าต่างขนาด 1.5 ม. x 1.5 ม. และมีเพียงหลอดไฟส่องสว่าง
อนุชาเล่าว่า กลุ่มติดอาวุธยังคงเตะต่อยกลุ่มตัวประกันต่อไปเป็นเวลา 2 วัน หลังจากนั้นพวกเขายังคงทุบตีชาวอิสราเอลที่ถูกเฆี่ยนโดยใช้สายไฟต่อไปอีก 2 วัน
อนุชาไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่หลายสัปดาห์หลังจากได้รับการปล่อยตัว ข้อมือของเขายังคงมีรอยแผลเป็นจากเครื่องพันธนาการ ตัวประกันจะนอนอยู่บนพื้นทรายเปล่าๆ และได้รับขนมปังแผ่นแบนๆ วันละ 2 ครั้ง และต้องแบ่งน้ำที่มีให้วันละ 2 ขวด ขณะที่ห้องน้ำของพวกเขาเป็นหลุมบนพื้นใกล้ๆ กับห้อง ซึ่ง 1 ใน 8 ของผู้ดูแลที่ติดอาวุธสั่งให้เขาไม่ให้พูดคุยกัน
“ผมรู้สึกสิ้นหวัง” อนุชากล่าว เขาเริ่มนับวันตามจำนวนมื้ออาหาร หลังจากผ่านไป 4 วัน ทั้ง 6 คนก็ถูกบังคับให้เดินไปยังอีกห้องหนึ่งซึ่งระหว่างเดิน อนุชาเล่าว่า ในอุโมงค์ที่ส่องไฟฉายโดยผู้คุมเผยให้เห็นประตูโลหะที่เรียงราย
‘ไทยแลนด์โกโฮม’
ห้องใหม่ของพวกเขากว้างขวางมากขึ้น พวกเขามีผ้าปูที่นอนพลาสติกให้นอน หลอดไฟส่องสว่าง 3 ดวง และมีซุ้มห้องน้ำ ขณะที่การทุบตีก็หยุดลง อาหารได้รับมีการปรับปรุงมากขึ้น โดยมีถั่ว เนย และต่อมาเป็นข้าว
อนุชายังคงใช้มื้ออาหารเป็นการนับวันเวลา พร้อมกับทิ้งรอยขีดไว้บนกำแพงเพื่อระบุจำนวนวันที่ถูกขัง
แต่แล้วการนับวันเวลาก็เปลี่ยนไปเมื่อเจ้าหน้าที่นำเอกสารมาให้พวกเขาเซ็น ทว่าผู้ดูแลกลับทิ้งปากกาลูกลื่นไว้ พวกเขาจึงใช้มันในการขีดเขียนเพื่อนับเวลา วาดรอยสัก และร่างกระดานหมากรุกบนแผ่นพลาสติก ซึ่งตารางหมกรุกนี้ถูกสร้างจากกล่องยาสีฟันสีชมพูและสีเขียว
สิ่งที่จะทำให้ผ่านพ้นช่วงเวลาต่างๆ ไปได้คือการพูดถึงอาหาร อนุชาอยากกิน ‘ซอยจุ๊’ ซึ่งเป็นเมนูเนื้อดิบกับน้ำจิ้มรสเผ็ดของไทย พร้อมบอกยิ้มๆ ว่า “อาหารเป็นเหมือนความหวัง”
ผ่านไปหลายสัปดาห์ อนุชาไม่มีความรู้เรื่องการจู่โจมและการทิ้งระเบิดของอิสราเอลเหนือพื้นดิน เขามักจะนึกถึงบ้าน พ่อ ลูกสาววัย 7 ขวบ และคู่ครองที่คบกันมา 14 ปี ในวันที่ 35 ของการคุมขัง ชายคนหนึ่งในชุดดำเข้ามาตรวจร่างกายของเขา แต่สังเกตจากพฤติกรรมที่ให้ความเคารพของผู้คุม เขาคิดว่าชายคนนี้อาจเป็นผู้นำอาวุโสของกลุ่มฮามาส
กิจวัตรประจำวันของพวกเขากลับมาดำเนินต่อ จนกระทั่งวันหนึ่ง มีผู้คุมเข้ามาหลังจากรับประทานอาหารมื้อแรกและประกาศว่า ‘ไทยแลนด์ โกโฮม’
ชาวไทยทั้ง 4 คนถูกพาเข้าไปในอุโมงค์เป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และขึ้นมาเหนือพื้นดินไปยังศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มฮามาส ซึ่งมีตัวประกันหญิงชาวอิสราเอลจำนวนหนึ่งรออยู่ด้วย ประมาณ 11 ชั่วโมงต่อมา พวกเขาถูกส่งตัวให้กาชาดสากล ซึ่งปล่อยตัวพวกเขาออกจากฉนวนกาซาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน
“ผมไม่คิดว่าจะได้รับการปล่อยตัว มันเหมือนกับว่าผมได้เกิดใหม่” อนุชากล่าวทว่าสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเขาคือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา เขาบอกว่า “ผมสูญเสียเพื่อนไปต่อหน้าต่อตา”




