การปรากฏตัวที่โรงเรียนหยุนกู่ของ แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมค้าปลีกโลกสัญชาติจีน ที่เมืองหางโจว ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานอาลีบาบาและแอนท์ กรุ๊ป เป็นการยืนยันว่า หม่าที่มีข้อขัดแย้งกับรัฐบาลของตัวเองได้เดินทางกลับแผ่นดินเกิดแล้ว และความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นว่า จีนต้องการรื้อฟื้นความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจ หลังจากที่ใช้มาตรการกำราบภาคธุรกิจเทคโนโลยีมานานกว่า 1 ปี และการเปิดทางให้หม่ากลับเข้าประเทศได้ยังถือเป็นการจุดประกายความหวังให้กับภาคธุรกิจในจีนด้วยว่า นับจากนี้ไปฟ้าน่าจะเปิดให้แก่การทำธุรกิจของพวกเขา
เหตุผลที่จีนต้องการให้ภาคธุรกิจกลับมาฟื้นตัวอย่างจริงจัง ก็เพื่อจะได้สนับสนุนและผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ ที่กำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง ทั้งจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในต่างประเทศ และความสัมพันธ์ทางการค้าที่ตึงเครียดกับสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลง ขณะที่จีนตั้งเป้าการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ไว้แค่ 5% หลังจากที่ใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
การปรากฏตัวของหม่า เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันกับการประชุม China Development Forum ที่มีผู้นำธุรกิจโลกชื่อดังหลายคนเข้าร่วม ทั้ง ทิม คุก ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัท แอปเปิล, คริสเตียโน เมอน ผู้บริหารบริษัท ควอลคอม, อัลเบิร์ต เบอร์ลา ผู้บริหารไฟเซอร์
และในงานนี้ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีของจีนก็ตอกย้ำถึงจุดยืนของจีนบนเวทีการประชุมว่า จีนยังคงเปิดประเทศ และจะสร้างโอกาสให้แก่บริษัทต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจในจีนมากขึ้น
นี่ถือเป็นการส่งสัญญาณของการยอมจำนวนต่อแรงกดดันทั้งหลายของรัฐบาลจีนอย่างมาก ซึ่งสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า รัฐบาลจีนได้ร้องขอให้หม่าเดินทางกลับประเทศทั้งยังขอให้พูดถึงนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลในทางที่ดีเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเข้าประเทศ
ข้อมูลจากหอการค้าอเมริกัน ระบุว่า เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 25 ปีที่จีนหลุดโผประเทศน่าลงทุนสำหรับบริษัทสหรัฐฯ ส่วนตัวเลขกำไรภาคโรงงานก็ปรับตัวลงมากถึง 23% เมื่อเทียบเป็นรายปีในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ทำให้รัฐบาลจีนนั่งไม่ติด เร่งดึงดูดบรรดานักธุรกิจที่สามารถสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ให้กลับมาสนใจจีนอีกครั้ง
นักวิเคราะห์มองว่า การเดินทางกลับจีนของหม่าจะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นที่มีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต ขณะที่สื่อต่างประเทศบางแห่ง มีความเห็นว่า เมื่อเศรษฐกิจจีนเจอปัญหาใหญ่ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงแก่การครองอำนาจในมือของเหล่าผู้นำจีนด้วยเช่นกัน
ศาสตราจารย์สตีฟ ซัง ผู้อำนวยการของสถาบัน Soas China Institute กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีเป้าหมายเพื่อผ่อนคลายแรงกดดันทางด้านเศรษฐกิจ เพราะสถานการณ์ต่างๆ เลวร้ายมาก
“ประธานาธิบดีสีเป็นคนที่มีอุดมการณ์ แต่เมื่อเขารู้สึกได้ถึงความเสี่ยง เขาจะปรับกลยุทธ์ กลายเป็นผู้ที่ลงมือทำและเน้นการดำเนินการที่ให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ในทันที” ศาสตราจารย์สตีฟ กล่าว
มูดีส์ อินเวสเตอร์สเซอร์วิส บริษัทจัดอันดับชั้นนำของโลก รายงานว่า เป้าการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่ 5% ในปีนี้ สะท้อนว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญกับอุปสรรคหลายด้าน ซึ่งรวมถึงผลกระทบจากการขยายตัวที่ชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อการส่งออกของจีน ความเสี่ยงของภาคอสังหาริมทรัพย์ และปัญหาหนี้สินของหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น
ข้อมูลจากรายงานของคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ระบุว่า การฟื้นตัวและการขยายตัวของการบริโภคยังมีปัจจัยที่ทำให้ขยายตัวไม่เต็มที่ ส่วนการลงทุนในภาคอสังหาฯ ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง
ขณะที่หน่วยงานรัฐในท้องถิ่นของจีนยังต้องรับมือกับภาวะไร้สมดุลในภาคการคลัง และปัญหาหนี้สินของแพลตฟอร์มการเงินของหน่วยงานรัฐในท้องถิ่นจีนเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขในทันที
ตอนนี้ผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ในจีนบรรเทาเบาลงแล้ว และการฟื้นตัวของธุรกิจค้าปลีกจะช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจได้ โดยยอดค้าปลีกของจีนดีดตัวขึ้นถึง 12.5% ในปี 2021 หลังจากที่ลดลงในปี 2020 ส่วนจีดีพีในปี 2021 พุ่งขึ้นได้ถึง 8.1%
แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาดการณ์ว่า การส่งออกของจีนในปีนี้คงจะโตไม่มากนัก เนื่องจากความต้องการสินค้าจีนอ่อนแอลงเพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป
นักวิเคราะห์ยังมองว่า การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของอาลีบาบาครั้งนี้จะทำให้การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทแอนท์ กรุ๊ป ซึ่งเคยถูกระงับไปเมื่อเดือนพ.ย. ปี 2020 กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง
อาลีบาบาเป็นเจ้าของบริษัทแอนท์ กรุ๊ป โดยถือหุ้นในสัดส่วน 33% และบริษัทนี้ดำเนินธุรกิจอาลีเพย์ หนึ่งในสองแอปชำระเงินบนมือถือที่ครองตลาดจีน
ดิกกี้ หว่อง ผู้อำนวยการบริหารของคิงส์ตัน ซีเคียวริตี้ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “Street Signs Asia” ของสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีว่า “ผมเชื่อมั่นว่าอาลีบาบากำลังมุ่งสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น ในแง่ของภาพรวม เห็นได้ชัดว่า แอนท์ กรุ๊ปกำลังกลับเข้ามาในตลาดหุ้นอีกครั้ง”
นอกจากนี้ หว่องยังกล่าวถึงแผนการปรับโครงสร้างใหม่ของอาลีบาบาว่า แม้การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงตามที่คาดไว้จะไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่ก็มีความหวังว่าดีลดังกล่าวจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
เหตุผลที่จีนต้องการให้ภาคธุรกิจกลับมาฟื้นตัวอย่างจริงจัง ก็เพื่อจะได้สนับสนุนและผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ ที่กำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง ทั้งจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในต่างประเทศ และความสัมพันธ์ทางการค้าที่ตึงเครียดกับสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลง ขณะที่จีนตั้งเป้าการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ไว้แค่ 5% หลังจากที่ใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
การปรากฏตัวของหม่า เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันกับการประชุม China Development Forum ที่มีผู้นำธุรกิจโลกชื่อดังหลายคนเข้าร่วม ทั้ง ทิม คุก ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัท แอปเปิล, คริสเตียโน เมอน ผู้บริหารบริษัท ควอลคอม, อัลเบิร์ต เบอร์ลา ผู้บริหารไฟเซอร์
และในงานนี้ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีของจีนก็ตอกย้ำถึงจุดยืนของจีนบนเวทีการประชุมว่า จีนยังคงเปิดประเทศ และจะสร้างโอกาสให้แก่บริษัทต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจในจีนมากขึ้น
นี่ถือเป็นการส่งสัญญาณของการยอมจำนวนต่อแรงกดดันทั้งหลายของรัฐบาลจีนอย่างมาก ซึ่งสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า รัฐบาลจีนได้ร้องขอให้หม่าเดินทางกลับประเทศทั้งยังขอให้พูดถึงนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลในทางที่ดีเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเข้าประเทศ
ข้อมูลจากหอการค้าอเมริกัน ระบุว่า เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 25 ปีที่จีนหลุดโผประเทศน่าลงทุนสำหรับบริษัทสหรัฐฯ ส่วนตัวเลขกำไรภาคโรงงานก็ปรับตัวลงมากถึง 23% เมื่อเทียบเป็นรายปีในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ทำให้รัฐบาลจีนนั่งไม่ติด เร่งดึงดูดบรรดานักธุรกิจที่สามารถสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ให้กลับมาสนใจจีนอีกครั้ง
นักวิเคราะห์มองว่า การเดินทางกลับจีนของหม่าจะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นที่มีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต ขณะที่สื่อต่างประเทศบางแห่ง มีความเห็นว่า เมื่อเศรษฐกิจจีนเจอปัญหาใหญ่ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงแก่การครองอำนาจในมือของเหล่าผู้นำจีนด้วยเช่นกัน
ศาสตราจารย์สตีฟ ซัง ผู้อำนวยการของสถาบัน Soas China Institute กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีเป้าหมายเพื่อผ่อนคลายแรงกดดันทางด้านเศรษฐกิจ เพราะสถานการณ์ต่างๆ เลวร้ายมาก
“ประธานาธิบดีสีเป็นคนที่มีอุดมการณ์ แต่เมื่อเขารู้สึกได้ถึงความเสี่ยง เขาจะปรับกลยุทธ์ กลายเป็นผู้ที่ลงมือทำและเน้นการดำเนินการที่ให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ในทันที” ศาสตราจารย์สตีฟ กล่าว
มูดีส์ อินเวสเตอร์สเซอร์วิส บริษัทจัดอันดับชั้นนำของโลก รายงานว่า เป้าการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่ 5% ในปีนี้ สะท้อนว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญกับอุปสรรคหลายด้าน ซึ่งรวมถึงผลกระทบจากการขยายตัวที่ชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อการส่งออกของจีน ความเสี่ยงของภาคอสังหาริมทรัพย์ และปัญหาหนี้สินของหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น
ข้อมูลจากรายงานของคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ระบุว่า การฟื้นตัวและการขยายตัวของการบริโภคยังมีปัจจัยที่ทำให้ขยายตัวไม่เต็มที่ ส่วนการลงทุนในภาคอสังหาฯ ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง
ขณะที่หน่วยงานรัฐในท้องถิ่นของจีนยังต้องรับมือกับภาวะไร้สมดุลในภาคการคลัง และปัญหาหนี้สินของแพลตฟอร์มการเงินของหน่วยงานรัฐในท้องถิ่นจีนเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขในทันที
ตอนนี้ผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ในจีนบรรเทาเบาลงแล้ว และการฟื้นตัวของธุรกิจค้าปลีกจะช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจได้ โดยยอดค้าปลีกของจีนดีดตัวขึ้นถึง 12.5% ในปี 2021 หลังจากที่ลดลงในปี 2020 ส่วนจีดีพีในปี 2021 พุ่งขึ้นได้ถึง 8.1%
แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาดการณ์ว่า การส่งออกของจีนในปีนี้คงจะโตไม่มากนัก เนื่องจากความต้องการสินค้าจีนอ่อนแอลงเพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป
นักวิเคราะห์ยังมองว่า การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของอาลีบาบาครั้งนี้จะทำให้การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทแอนท์ กรุ๊ป ซึ่งเคยถูกระงับไปเมื่อเดือนพ.ย. ปี 2020 กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง
อาลีบาบาเป็นเจ้าของบริษัทแอนท์ กรุ๊ป โดยถือหุ้นในสัดส่วน 33% และบริษัทนี้ดำเนินธุรกิจอาลีเพย์ หนึ่งในสองแอปชำระเงินบนมือถือที่ครองตลาดจีน
ดิกกี้ หว่อง ผู้อำนวยการบริหารของคิงส์ตัน ซีเคียวริตี้ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “Street Signs Asia” ของสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีว่า “ผมเชื่อมั่นว่าอาลีบาบากำลังมุ่งสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น ในแง่ของภาพรวม เห็นได้ชัดว่า แอนท์ กรุ๊ปกำลังกลับเข้ามาในตลาดหุ้นอีกครั้ง”
นอกจากนี้ หว่องยังกล่าวถึงแผนการปรับโครงสร้างใหม่ของอาลีบาบาว่า แม้การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงตามที่คาดไว้จะไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่ก็มีความหวังว่าดีลดังกล่าวจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า





