ประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับเผยว่า พวกเขาอยู่แนวหน้าของสงครามครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง และตอนนี้พวกเขากำลังโกรธแค้น ตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น อิหร่านตอบโต้การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนหลายร้อยลูกใส่ประเทศเพื่อนบ้านอาหรับ โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพทหารสหรัฐฯ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนและพลังงานด้วย
การกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของอ่าวเปอร์เซียในฐานะศูนย์กลางการเดินทาง การท่องเที่ยว และการเงินที่ปลอดภัย ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซที่เป็นหัวใจสำคัญของภูมิภาคตะวันออกกลาง
นี่คือสงครามที่รัฐบาลอาหรับไม่ต้องการและพยายามป้องกัน แต่คำถามคือ “พวกเขาจะถูกดึงเข้าไปในสงครามนี้ด้วยสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า ‘การโจมตีอันทรยศ’ ของอิหร่านหรือไม่?”
“เส้นแดงทั้งหมดถูกข้ามไปแล้ว การโจมตีอธิปไตยของเราเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
— มาเจด อัล อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร (3 มี.ค.)
อันซารี กล่าวเสริมว่า “มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่อยู่อาศัยของเรา ซึ่งผลกระทบจากการโจมตีเหล่านี้ชัดเจนมาก เมื่อพูดถึงการตอบโต้ที่เป็นไปได้ ผู้นำของเรากำลังพิจารณาทางเลือกทั้งหมด แต่เราต้องทำให้ชัดเจนว่าการโจมตีเช่นนี้จะไม่ได้รับการปล่อยผ่านไปโดยไม่ได้รับการตอบโต้ และไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้”
ส่วนใหญ่แล้วขีปนาวุธของอิหร่านถูกสกัดกั้นได้ทั่วทั้งภูมิภาค แต่เศษซากที่ตกลงมา ได้ก่อให้เกิดไฟไหม้และคร่าชีวิตผู้คน โดรนที่สามารถฝ่าแนวป้องกันทางอากาศได้ง่ายกว่ามักก่อให้เกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังสร้างความวุ่นวายที่ขัดขวางการค้าและการเดินทาง
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นกลยุทธ์ของอิหร่าน นั่นคือ “การเพิ่มความเสี่ยงให้กับประเทศเพื่อนบ้านอาหรับโดยหวังว่าพวกเขาจะเพิ่มแรงกดดันต่อสหรัฐฯ เพื่อยุติสงคราม”
สำนักข่าว Financial Times รายงานว่า “อิหร่านยิงโดรนและขีปนาวุธใส่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและการท่องเที่ยวที่สำคัญของอ่าวเปอร์เซีย เกือบเท่ากับที่ยิงใส่อิสราเอล”
แน่นอนว่าอิหร่านสามารถใช้อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซที่สำคัญของภูมิภาคเป็นอาวุธได้ และการหยุดชะงักของอุตสาหกรรมนี้อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก นั่นหมายความว่ากลยุทธ์ของอิหร่านอาจส่งผลเสียต่อตัวเอง อิหร่านเสี่ยงที่จะผลักดันให้รัฐต่างๆ ในอ่าวอาหรับเข้าใกล้กับสหรัฐฯ มากขึ้น หรือแม้กระทั่งเข้าร่วมทำสงครามในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
จนถึงตอนนี้ ประเทศในอ่าวอาหรับยังคง ‘ปฏิเสธ’ ที่จะอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้พื้นที่ทางอากาศและดินแดนของตนเพื่อโจมตีอิหร่าน แต่สิ่งนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ และพวกเขาอาจตัดสินใจเข้าร่วมในปฏิบัติการทางทหาร ทว่าก็ยังไม่ถึงจุดนั้น เนื่องจากสถานการณ์ในตอนนี้ พวกเขามุ่งเน้นไปที่การป้องกันมากกว่า แต่หลายอย่างขึ้นอยู่กับว่าสงครามจะยืดเยื้อไปนานแค่ไหน
ขณะเดียวกันบางประเทศก็ไม่ได้อยากแสดงออกว่า ‘เข้าข้างอิสราเอล’ ในความขัดแย้งครั้งนี้ เนื่องจากพวกเขายังโกรธแค้นที่อิสราเอลตอบโต้การโจมตีกลุ่มฮามาสอย่างรุนแรงในฉนวนกาซเมื่อเดือนตุลาคม 2023 รวมถึงการแทรกแซงทางทหารในประเทศต่างๆ เช่น เลบานอนและซีเรีย ซึ่ง้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาหรับตึงเครียดมากขึ้น
แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ “การโจมตีของอิหร่านได้เสริมสร้างความสามัคคีในหมู่รัฐต่างๆ ในอ่าวอาหรับ” สมาชิกทั้งหกของคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน ได้ประชุมฉุกเฉินในวันอาทิตย์ (1 มี.ค.) เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและให้คำมั่นว่าจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องความมั่นคงและเสถียรภาพของตน และเพื่อปกป้องดินแดน พลเมือง และผู้อยู่อาศัย รวมถึงทางเลือกในการตอบโต้การรุกราน
“สงครามของคุณไม่ใช่กับเพื่อนบ้านของคุณ...กลับไปสู่สภาพแวดล้อมของคุณ และจัดการกับเพื่อนบ้านของคุณด้วยเหตุผลและความรับผิดชอบ ก่อนที่วงล้อมของการโดดเดี่ยวและการยกระดับความรุนแรงจะขยายวงกว้างออกไป”
— อันวาร์ การ์กาช ที่ปรึกษาทางการทูตอาวุโสของประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เรียกร้องให้อิหร่านคิดให้ดี
(Photo by IBRAHIM AMRO / AFP)





