วี ซุง-ลัก ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติเผยเมื่อวันพุธ (15 ต.ค.) ว่า อาจมีชาวเกาหลีราว 1,000 คนพัวพันกับแก๊งอาชญากรรมในกัมพูชา แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่ามีเหยื่อกี่คนและเข้าร่วมโดยสมัครใจกี่คน
การประมาณการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นในเกาหลีใต้เกี่ยวกับแก๊งอาชญากรรมกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าวางแผนหลอกลวงและลักพาตัวแรงงาน ซึ่งส่งผลให้ชาวเกาหลีหลายสิบคนต้องตกอยู่ในอันตราย
“มีรายงานว่าอุตสาหกรรมหลอกลวงทางออนไลน์ในกัมพูชาจ้างงานคนราว 200,000 คนจากหลากหลายสัญชาติ โดยมุ่งเป้าไปที่เหยื่อทั่วโลก รวมถึงชาวเกาหลี แม้ว่าจำนวนชาวเกาหลีที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังไม่ชัดเจน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเราประเมินว่าน่าจะมีประมาณ 1,000 คน”
— วี กล่าวระหว่างแถลงข่าวที่ทำเนียบประธานาธิบดี
จากคำบอกเล่าของพยานและผู้รอดชีวิต เหยื่อชาวเกาหลีจำนวนมากถูกหลอกล่อด้วยประกาศงานออนไลน์ที่ให้ค่าตอบแทนสูง ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการย้ายถิ่นฐานและค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่หลังจากเดินทางมาถึงกัมพูชา พวกเขากลับพบว่าตัวเองถูกกักขัง และถูกบังคับให้มีส่วนร่วมในกลโกงออนไลน์ หรือแผนการรีดไถ
ขณะนี้ ทางการเกาหลีใต้กำลังเร่งรีบส่งตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกลับประเทศและค้นหาบุคคลที่ถูกรายงานว่าถูกลักพาตัว ขณะเดียวกัน วีก็ได้เน้นย้ำถึงความท้าทายในการแยกแยะเหยื่อออกจากผู้กระทำความผิด
“บางคนที่เดินทางไปกัมพูชาโดยสมัครใจได้เข้าไปพัวพันกับกิจกรรมทางอาญา และต่อมาต้องการกลับประเทศ แต่พวกเขากลับทำไม่ได้ ในแง่หนึ่ง พวกเขาเป็นทั้งเหยื่อและผู้กระทำความผิดในเวลาเดียวกัน”
— วี กล่าวกับผู้สื่อข่าว
สิ่งสำคัญที่สุดของรัฐบาลเกาหลีใต้คือ การนำคนเกาหลีราว 60 คนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในกัมพูชากลับคืนมาอย่างรวดเร็วจากผู้ต้องสงสัยราว 90 คนที่ถูกจับกุมระหว่างการบุกค้นสถานที่หลอกลวงในเดือนกรกฎาคมและกันยายน
วี กล่าวอีกว่า “เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งสำคัญคือต้องนำตัวบุคคลออกจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็วและดำเนินการสืบสวนเพื่อประเมินขอบเขตการมีส่วนร่วมของพวกเขา สำหรับความพยายามเหล่านี้ ความร่วมมืออย่างแข็งขันกับทางการกัมพูชานั้นเป็นสิ่งจำเป็น”
คณะทำงานดังกล่าวนำโดย คิม จีนา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่ 2 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานนโยบายแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ ได้เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติเตโช ทางตอนใต้ของเมืองหลวงกัมพูชาเมื่อช่วงค่ำวันพุธ (15 ต.ค.ตามเวลาท้องถิ่น)
ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยระยะเวลาที่คณะผู้แทนจะพำนักอยู่ในกัมพูชา แต่คาดว่าคิมจะพบกับ พัค ซองจู หัวหน้าสำนักงานสืบสวนแห่งชาติกัมพูชา เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือในการส่งตัวพลเมืองที่ถูกควบคุมตัวกลับประเทศ
“เนื่องจากปัญหานี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตและความปลอดภัยของพลเมืองของเรา เราจะดำเนินการด้วยความรับผิดชอบอย่างสูง” คิม กล่าว
นอกเหนือจากหน่วยปฏิบัติการร่วมแล้ว กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังมีแผนจะส่ง พัค อิล อดีตเอกอัครราชทูตประจำเลบานอน ไปดำรงตำแหน่งทูตประจำกัมพูชาชั่วคราว ซึ่งขณะนี้ สถานทูตเกาหลีประจำกรุงพนมเปญกำลังประสบปัญหาบุคคลากรไม่พอ เพราะมีเจ้าหน้าที่เพียง 10 คน ทำให้เกิดปัญหาในการรับมือกับงานกงสุลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อวันพุธ (15 ต.ค.) กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ได้ออกคำสั่ง ‘ห้ามพลเมืองเดินทางไปบางพื้นที่ของกัมพูชา’ ได้แก่ เขตภูเขาโบกอร์ จังหวัดกำปง, เมืองบาเวต, และเมืองปอยเปต นับเป็นการเตือนภัยระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นวันพฤหัสบดี (16 ต.ค.) โดยพลเมืองเกาหลีที่เดินทางเข้า หรือพำนักในพื้นที่เหล่านี้อาจถูกลงโทษภายใต้พระราชบัญญัติหนังสือเดินทาง
แม้เกาหลีใต้จะพยายามอย่างเต็มที่ แต่การร่วมมือกับทางการกัมพูชาดูเหมือนจะเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเจ้าหน้าที่เกาหลีมีอำนาจจำกัดในการดำเนินการเพียงฝ่ายเดียวในต่างแดน ทั้งนี้ คาดว่าความพยายามในการค้นหาและส่งตัวชาวเกาหลีที่สูญหายกลับประเทศนั้นจะต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากทางการเกาหลีใต้มีข้อมูลเพียงบางส่วนเท่านั้นเกี่ยวกับจำนวนผู้ที่ถูกล่อลวงให้มาที่กัมพูชา
(Photo by ADEK BERRY / AFP)




