ทั่วโลกต่างโล่งใจเมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (14 มิ.ย.) ว่าได้บรรลุข้อตกลงบันทึกความเข้าใจเพื่อยุติการสู้รบที่ยืดเยื้อมาเกือบ 4 เดือนแล้ว แต่ดูเหมือนการประกาศข้อตกลงดังกล่าวกลับไม่ได้ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนชาวอิหร่านมากนักว่า “วิกฤตการณ์ได้สิ้นสุดลงแล้ว”
ข้อตกลงระหว่างทั้งสองฝ่ายซึ่งมีกำหนดจะลงนามในวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.) มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่านนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยหลายฝ่ายคาดหวังว่าการเปิดช่องแคบนี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่ตลาดพลังงานที่กำลังปั่นป่วน ในทางกลับกัน สหรัฐฯ ก็จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือทางตอนใต้ของอิหร่าน ซึ่งเป็นมาตรการที่ตัดช่องทางทำกินและซ้ำเติมระบบเศรษฐกิจของอิหร่านที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้วิกฤตหนักขึ้น
ถึงกระนั้นก็ยังมีประเด็นสำคัญและละเอียดอ่อนอีกหลายประเด็นที่ยังคงเป็นโจทย์ที่ต้องได้รับการแก้ไข เช่น อนาคตของโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ ซึ่งประเด็นเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะถูกเลื่อนออกไปหารือกันในภายหลัง ส่งผลให้ชาวอิหร่านจำนวนมากรู้สึกสิ้นหวังว่า “การแก้ไขปัญหาในระยะยาวจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง”
“ฉันคิดว่าข้อตกลงนี้ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรมากมายกับประชาชน เพราะในความเป็นจริงมันคงไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบจนสามารถสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตของพวกเราได้ มันอาจจะใช้ได้ผลในตอนนี้ แต่สุดท้ายทั้งสองฝ่ายก็จะทำลายมันเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองอยู่ดี”
— พาริซา นักศึกษามหาวิทยาลัยในกรุงเตหะราน กล่าว
เมห์ดี ชาวเมืองหลวงอีกรายหนึ่ง บอกว่าเขาไม่ได้รู้สึกมีความหวังว่า “การหยุดยิงครั้งนี้จะคงอยู่ได้ในระยะยาว เนื่องจากยังมีประเด็นขัดแย้งอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ผมไม่คิดว่าสหรัฐฯ จะยอมรับข้อเรียกร้องของอิหร่าน แม้จะเป็นข้อเรียกร้องที่เล็กน้อยที่สุดก็ตาม”
ชาวอิหร่านต่างกล่าวว่า “ก่อนที่ข้อตกลงระยะยาวที่จับต้องได้จะเกิดขึ้นจริง มาตรการคว่ำบาตรอันรุนแรงของสหรัฐฯ และองค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งทำให้ประชากรยากจนลงและตัดขาดภาคธุรกิจของอิหร่านออกจากตลาดโลก จำเป็นต้องได้รับการยกเลิกเสียก่อน”
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องทรัพย์สินของอิหร่านมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศ รวมถึงข้อเรียกร้องของรัฐบาลอิหร่านที่ต้องการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางสำหรับเรือที่จะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สหรัฐฯ และประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกต่างยืนกรานว่าการสัญจรผ่านเส้นทางน้ำดังกล่าวจะต้องไม่มีการเก็บค่าผ่านทาง
แม้ว่าจะมีการยิงปะทะกันระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงการคัดค้านข้อตกลงจากฝั่งอิสราเอล แต่ทั้งสองฝ่ายก็สามารถบรรลุบันทึกความเข้าใจร่วมกันได้สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ที่อิสราเอลทิ้งระเบิดโจมตีพื้นที่ชานเมืองเบรุตเมื่อวันอาทิตย์ (14 มิ.ย.) ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น ‘เส้นแดง’ (ข้อห้ามเด็ดขาด) สำหรับรัฐบาลอิหร่าน ก็เกือบที่จะทำให้กระบวนการจัดทำข้อตกลงนี้ต้องหยุดชะงัก และเสี่ยงที่จะดึงภูมิภาคนี้กลับเข้าสู่ภาวะความขัดแย้งอีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น รายละเอียดขั้นต้นของข้อตกลงยังเผชิญกับอุปสรรคจากท่าทีของกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งของอิหร่าน ซึ่งต้องการให้รัฐบาลแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวมากกว่านี้ในระหว่างการเจรจา และกลุ่มคนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะคอยจับผิดหรือโจมตีในทุก ๆ ประเด็นที่พวกเขามองว่ารัฐบาลยอมอ่อนข้อให้แก่ฝ่ายตรงข้าม
อย่างไรก็ดี อิหร่านได้ชะลอการประกาศข้อตกลงนี้ออกไปจนกระทั่งผ่านพ้นช่วงเที่ยงคืนตามเวลาท้องถิ่นเข้าสู่วันจันทร์ (15 มิ.ย.) ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นความพยายามเพื่อให้มั่นใจว่า ข่าวความคืบหน้านี้จะไม่ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในวันอาทิตย์ (14 มิ.ย.) ทว่าด้วยความแตกต่างของเวลากับสหรัฐฯ ยังคงทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถประกาศข้อตกลงดังกล่าวได้ภายในวันอาทิตย์ตามที่ทรัมป์ได้สัญญาเอาไว้
ขณะที่คนอื่นๆ เชื่อว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าสงครามจะกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นรัฐบาลอิหร่านจึงจำเป็นต้องรักษาอำนาจต่อรองที่ได้รับมาตลอดระยะเวลาของการปะทะกับสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ยาวนานกว่า 100 วันเอาไว้
“ในมุมมองของฉัน ข้อตกลงนี้จะไปไม่รอด สหรัฐฯ จะละเมิดมันอีกครั้ง มันจะดีกว่าถ้าเรายังคงยืนหยัดในจุดยืนเดิมของเรา เช่น ปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไปและไม่อนุญาตให้เปิดใช้งาน”
— โมฮาเดเซ หญิงสาวผู้สนับสนุนรัฐบาลบอกกับสำนักข่าว Al Jazeera
ข้อตกลงนี้ยังรวมถึงการยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบ และในเลบานอน ซึ่งอิหร่านยืนยันว่าควรครอบคลุมอยู่ในข้อตกลงด้วย
(Photo by AFP)





