กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับล่าสุดว่า “การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศหลัก ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายตัว ‘รวดเร็ว’ กว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ในปีนี้ โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลก”
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปีนี้คาดว่า
“จะเติบโตที่ 3.1% ซึ่งเป็นการปรับคาดการณ์เพิ่มขึ้นจากตัวเลข 3.0% ในเดือนกรกฎาคม ส่วนปี 2027 คาดว่าจะเติบโตคงที่อยู่ที่ 3.4%”
— ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นการชะลอตัวลงเล็กน้อยหลังจากที่เศรษฐกิจโลกเคยขยายตัวได้ถึง 3.5% ในปี 2025
“แม้จะมีความตึงเครียดทางการค้าอย่างต่อเนื่องและสงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ก็ยังคงแข็งแกร่งและประคองตัวได้ดีเกินคาด” IMF อธิบายถึงการปรับเพิ่มตัวเลขในรายงาน
สำหรับประเทศจีนซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย คาดว่าจะเติบโตที่ 4.5% ในปี 2026 โดยถูกปรับลดคาดการณ์ลง 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ และชะลอตัวลงจากระดับ 5.0% ในปี 2025 เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันโลกและความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ
ปัจจุบันกลุ่มประเทศเศรษฐกิจ ‘ASEAN-5’ ซึ่งประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตรวมกันที่ 4.4% ในปี 2026 ปรับเพิ่มขึ้นจาก 4.1% ในการประเมินครั้งก่อน โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI ท่ามกลางช่วงขาขึ้นของวัฏจักรเทคโนโลยีทั่วโลก
การลงทุนอย่างแข็งแกร่งในภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ตลอดจนช่วยกระตุ้นอุปสงค์และผลักดันยอดการส่งออกให้แก่กลุ่มประเทศที่มีการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง
ในทางกลับกัน IMF ชี้ว่า “กลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและขาดการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าทางเทคโนโลยี กำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนพุ่งสูง รายได้ที่แท้จริงหดตัว และมีข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้น ซึ่งกลุ่มหลังนี้ส่วนใหญ่เป็นประเทศรายได้น้อยและเปราะบาง ส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงที่วิกฤตต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมาจะยิ่งซ้ำเติมให้ช่องว่างทางรายได้ ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ ขยายกว้างขึ้นไปอีก”
ราคาพลังงานและอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของโลกในปีนี้คาดว่าจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 4.7% จากระดับ 4.1% ในปี 2025 ก่อนที่จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงกลับมาอยู่ที่ 4.1% อีกครั้งในปี 2027
ทว่า IMF ยังคงแสดงความกังวลว่า “หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรงขึ้น ก็อาจกดดันให้ราคาพลังงานและอาหารพุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้อัตราเงินเฟ้อโลกขยับตัวสูงขึ้นได้อีก”
ขณะเดียวกัน IMF ก็เตือนว่า “มาตรการช่วยเหลือใด ๆ จากภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น ควรเป็นมาตรการแบบชั่วคราว มีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่บิดเบือนกลไกตลาด และต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายความยั่งยืนทางการคลัง”
เศรษฐกิจไทยยังคง ‘เติบโตช้าที่สุด’ เป็นอันดับท้ายๆ ของอาเซียน

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากปัจจัยภายนอก แต่ประเทศไทยก็ได้รับอานิสงส์อย่างมากจากวัฏจักรการลงทุนในอุตสาหกรรม AI และสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลก ซึ่งกลายเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยพยุงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ จนทำให้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2026 ขึ้นมาอยู่ที่ 2.1% จากเดิมที่ประเมินไว้ 1.7%
แม้ว่า IMF จะปรับเพิ่มคาดการณ์ของไทยขึ้นมาเป็น 2.1% แล้ว แต่เมื่อนำไปจัดอันดับเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน จะเห็นภาพชัดเจนว่าไทยเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มเศรษฐกิจหลัก (ASEAN-5) และอยู่เกือบท้ายสุดของภูมิภาคอาเซียน :
- เวียดนาม : 8.4% (อันดับ 1 ในภูมิภาค)
- อินโดนีเซีย : 5.0%
- มาเลเซีย : 4.7%
- สปป.ลาว : 4.5%
- สิงคโปร์ : 3.5%
- กัมพูชา : 3.0%
- ประเทศไทย : 2.1% (รั้งท้ายกลุ่ม ASEAN-5 และเกือบท้ายสุดของอาเซียน ดีกว่าเมียนมาที่เติบโต 2.0% เนื่องจากเผชิญวิกฤตภายในประเทศ)
(Photo by ANTHONY WALLACE / AFP)





