สงครามในอิหร่านทำพิษ! เอเชียกระทบหนัก หลายประเทศจำกัดใช้เชื้อเพลิง-สั่ง ปชช.ทำงาน 4 วัน/สัปดาห์

11 มี.ค. 2569 - 13:34

  • รัฐบาลหลายประเทศในเอเชียกำลังจำกัดการใช้เชื้อเพลิงและสั่งให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการซื้อตุนไว้มากเกินไป ตอกย้ำให้เห็นถึงความเปราะบางของภูมิภาคต่อการนำเข้าพลังงานและการหยุดชะงักของอุปทานอย่างชัดเจน

  • ภูมิภาคที่นำเข้าพลังงานมากที่สุดในโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงเป็นพิเศษ เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้การเข้าถึงน้ำมันและเชื้อเพลิงจากอ่าวเปอร์เซียลดลง

  • ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “หากการหยุดชะงักนี้ยืดเยื้อออกไปนานเกินไป จะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อตลาดน้ำมันโลก...”

สงครามในอิหร่านทำพิษ! เอเชียกระทบหนัก หลายประเทศจำกัดใช้เชื้อเพลิง-สั่ง ปชช.ทำงาน 4 วัน/สัปดาห์

รัฐบาลหลายประเทศในเอเชียกำลังจำกัดการใช้เชื้อเพลิงและสั่งให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการซื้อตุนไว้มากเกินไป ตอกย้ำให้เห็นถึงความเปราะบางของภูมิภาคต่อการนำเข้าพลังงานและการหยุดชะงักของอุปทานอย่างชัดเจน 

ภูมิภาคที่นำเข้าพลังงานมากที่สุดในโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงเป็นพิเศษ เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้การเข้าถึงน้ำมันและเชื้อเพลิงจากอ่าวเปอร์เซียลดลง การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้รัฐบาลและบริษัทต่างๆ ในเอเชียต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนสินค้าคงคลังและทางเลือกในการจัดหาที่จำกัด 

ความวุ่นวายได้แผ่ขยายไปทั่วตะวันออกกลางและที่อื่นๆ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ผู้บริโภคน้ำมันและก๊าซต่างกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานที่เกิดจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว 1 ใน 5 ของโลกต้องแล่นผ่าน 

“หากการหยุดชะงักนี้ยืดเยื้อออกไปนานเกินไป จะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อตลาดน้ำมันโลก แม้ว่าเราจะเคยเผชิญกับการหยุดชะงักในอดีต แต่ครั้งนี้เป็นวิกฤตการณ์ที่ใหญ่ที่สุดที่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของภูมิภาคเคยเผชิญมา” 

อามิน นัสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ‘ซาอุดีอะแรมโค’ บริษัทน้ำมันซาอุดีอาระเบีย กล่าว  

ความขัดแย้งซึ่งดึงประเทศต่างๆ กว่าสิบประเทศเข้าสู่สมรภูมิ ได้นำไปสู่การพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ดีเซล ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบก็พุ่งสูงขึ้นใกล้ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันจันทร์ (9 มี.ค.) หลังจากผู้ผลิตรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซียถูกบังคับให้ลดกำลังการผลิต แม้ราคาจะร่วงลงหลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า “สงครามจะคลี่คลายลงในเร็วๆ นี้” ก็ตาม 

นอกจากนี้ สายการบินต่างๆ ยังขึ้นราคาตั๋วและวางแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งรวมถึงการระงับเที่ยวบิน “สายการบินในเอเชียมีความเสี่ยงต่อความปั่นป่วนในตะวันออกกลางมากกว่าสายการบินในตะวันตก และความแตกต่างนั้นชัดเจนมาก...” ไลนัส เบนจามิน บาวเออร์ ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านการบินระดับโลก ‘BAA & Partners’ กล่าว 

แต่ละประเทศในเอเชียแก้ปัญหาน้ำมันแพง หรือภาวะขาดแคลนน้ำมันยังไง... 

  • เวียดนามลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมบางชนิด ส่วนน้ำมันที่ยังไม่ได้ส่งออกจะต้องขายให้กับโรงกลั่นภายในประเทศ นอกจากนี้รัฐบาลยังกำลังพิจารณานำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาด้วย   
  • ในประเทศไทย รัฐบาลสั่งให้หน่วยงานต่างๆ ‘Work From Home’ รวมถึงวางแผนที่จะเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ และตรึงราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลวไปจนถึงเดือนพฤษภาคม พร้อมสั่งระงับการเดินทางไปต่างประเทศที่ไม่จำเป็น   
  • ฟิลิปปินส์ ซึ่งนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด ได้เริ่มใช้มาตรการทำงานชั่วคราว 4 วันต่อสัปดาห์สำหรับหน่วยงานรัฐบาล จำกัดการใช้ลิฟต์และตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่อย่างน้อย 24 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกันรัฐบาลและบริษัทเอกชนก็กำลังเจรจาเพื่อจัดหาน้ำมันจากทวีปอเมริกา ออสเตรเลีย และแอฟริกา 
  • ญี่ปุ่นกำลังเตรียมใช้คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่คลังสำรองน้ำมันแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1978 
  • เกาหลีใต้เตรียมกำหนดเพดานราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี พร้อมสำรวจหาแนวทางในการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน 
  • ปากีสถานประกาศ ‘ลดจำนวนวันทำงานต่อสัปดาห์ลงจากปกติ 5 วัน เหลือ 4 วัน’ และปิดโรงเรียน รวมถึงระงับเงินเดือนของรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการรัดเข็มขัดกว่า 10 มาตรการ เพื่อนำเงินนั้นไปช่วยเหลือประชาชน หรือคลังรัฐในช่วงวิกฤต 
  • อินเดียใช้อำนาจฉุกเฉินสั่งการโรงกลั่นน้ำมันทั้งรัฐและเอกชนให้เปลี่ยนเส้นทางการผลิตและจัดสรรก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG หรือก๊าซหุงต้ม) จากการส่งให้ผู้ใช้ภาคอุตสาหกรรม (เช่น โรงงานเคมี) ไปยังครัวเรือนแทน   

(Photo by NHAC NGUYEN / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์