เจ้าหน้าที่อิหร่านเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากการประท้วงในอิหร่านอย่างน้อย 5,000 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประมาณ 500 คน โดยอ้างตัวเลขที่ได้รับการยืนยันแล้ว และกล่าวหาว่า “ผู้ก่อการร้ายและผู้ก่อจลาจลติดอาวุธ” เป็นผู้สังหาร “ชาวอิหร่านผู้บริสุทธิ์”
การประท้วงทั่วประเทศปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม เนื่องมาจากความยากลำบากทางเศรษฐกิจ และขยายตัวในช่วงสองสัปดาห์กลายเป็นการชุมนุมประท้วงอย่างกว้างขวางเรียกร้องให้ยุติการปกครองของผู้นำศาสนา ส่งผลให้เกิดความไม่สงบที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านในปี 1979
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะเข้าแทรกแซงหากผู้ประท้วงยังคงถูกสังหารบนท้องถนนหรือถูกประหารชีวิต ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันศุกร์ (16 ม.ค.) ทรัมป์ขอบคุณผู้นำของเตหะราน โดยกล่าวว่าพวกเขาได้ยกเลิกการประหารชีวิตที่กำหนดไว้สำหรับ 800 คน
หนึ่งวันต่อมา อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้กล่าวปราศรัยต่อสาธารณะประณามทรัมป์ว่าเป็น “อาชญากร” สำหรับความสูญเสียที่ก่อขึ้นในอิหร่านโดยการสนับสนุนผู้ประท้วง
“เราจะไม่ลากประเทศเข้าสู่สงคราม แต่เราจะไม่ปล่อยให้ผู้กระทำความผิดทั้งในประเทศและต่างประเทศลอยนวล” คาเมเนอีกล่าว พร้อมยอมรับว่ามี “ผู้เสียชีวิตหลายพันคน” ซึ่งเขากล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของ “ผู้ก่อการร้ายและผู้ก่อจลาจล” ที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ และอิสราเอล
ศาลยุติธรรมของอิหร่านระบุว่าอาจมีการประหารชีวิตเกิดขึ้น
อัสการ์ จาฮันกีร์ โฆษกศาลยุติธรรมของอิหร่าน กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า “มีการระบุการกระทำหลายอย่างว่าเป็น Mohareb (โมฮาเรบ เป็นคำศัพท์ทางกฎหมายอิสลามที่หมายถึงการทำสงครามกับพระเจ้า ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิตตามกฎหมายอิหร่าน) ซึ่งเป็นหนึ่งในบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดในศาสนาอิสลาม”
เมื่อวันเสาร์ (17 ม.ค.) กลุ่มสิทธิมนุษยชน HRANA ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ ระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 3,308 ราย และอีก 4,382 รายอยู่ระหว่างการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังยืนยันการจับกุมผู้ต้องสงสัยมากกว่า 24,000 ราย
เจ้าหน้าที่อิหร่านกล่าวว่า ยอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วไม่น่าจะ “เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว” พร้อมเสริมว่า “อิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธในต่างประเทศ” ได้ให้การสนับสนุนและจัดหาอาวุธให้แก่ผู้ที่ออกมาประท้วงบนท้องถนน
กลุ่มผู้นำศาสนามักกล่าวโทษความไม่สงบว่าเป็นฝีมือของศัตรูต่างชาติ รวมถึงสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ที่ได้เปิดฉากโจมตีทางทหารเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว
จากการกล่าวอ้างของประชาชนและสื่อของรัฐ การปราบปรามอย่างรุนแรงดูเหมือนจะระงับการประท้วงได้อย่างกว้างขวางแล้ว
ผู้อยู่อาศัยในกรุงเตหะรานคนหนึ่งกล่าวว่า เขาเห็นตำรวจปราบจลาจลยิงใส่กลุ่มผู้ประท้วงโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายและหญิงวัยหนุ่มสาว วิดีโอที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งบางส่วนได้รับการตรวจสอบโดยสำนักข่าว Reuters แล้ว แสดงให้เห็นว่ากองกำลังรักษาความปลอดภัยใช้ความรุนแรงในการปราบปรามการชุมนุมประท้วงทั่วประเทศ

พื้นที่ชาวเคิร์ดเสียชีวิตมากที่สุด
เจ้าหน้าที่อิหร่านรายหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนามเนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน กล่าวว่า การปะทะที่รุนแรงที่สุดและจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดบางส่วนเกิดขึ้นในพื้นที่ชาวเคิร์ดของอิหร่านทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ
กลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเคิร์ดเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว และการปะทะกันนั้นรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบความไม่สงบที่ผ่านมา
แหล่งข่าวสามแหล่งบอกกับ Reuters เมื่อวันที่ 14 มกราคมว่า กลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเคิร์ดติดอาวุธพยายามข้ามพรมแดนจากอิรักเข้าสู่อิหร่าน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าอาจมีหน่วยงานต่างชาติพยายามฉวยโอกาสจากความไม่มั่นคงนี้
การรับส่งข้อมูลจากอิหร่านเป็นไปได้ยากเนื่องจากการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต ซึ่งถูกยกเลิกไปบางส่วนในช่วงไม่กี่ชั่วโมงเช้าวันเสาร์ แต่กลุ่มตรวจสอบอินเทอร์เน็ต NetBlocks ระบุว่า ดูเหมือนว่าการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตจะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในภายหลัง
Photo by YASIN AKGUL / AFP





