สภานิติบัญญัติประจำจังหวัดบาหลีเสนอให้ขึ้นภาษีการท่องเที่ยวจาก 150,000 รูเปียห์ (ราว 335 บาท) เป็นประมาณ 821,000 รูเปียห์ (ราว 1,800 บาท) เพื่อพยายามกีดกันนักท่องเที่ยวที่ประพฤติตัว ‘ไม่เหมาะสม’ ไม่ให้ไปเยือนเกาะตากอากาศยอดนิยมของอินโดนีเซีย
“ผมคิดว่าภาษีท่องเที่ยว 150,000 รูเปียห์ต่ำเกินไป ดังนั้นบาหลีจึงดูเหมือนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวราคาถูก” เครสนา บูดี หัวหน้าสภาบาหลีบอกกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมสภาเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน
“ทำไมภาษีท่องเที่ยวบาหลีถึงถูกขนาดนี้?” บูดีกล่าว โดยยกตัวอย่างว่าชาวอินโดนีเซียจำเป็นต้องจ่ายเงินหลายล้านรูเปียห์เพื่อขอวีซ่าเมื่อไปเยือนอังกฤษ “ผู้มาเยือนบาหลีควรมี ‘คุณภาพ’ ไม่ใช่ผู้ที่ละเมิดกฎหมายท้องถิ่นอย่างโจ่งแจ้ง และไม่เคารพบรรทัดฐานของท้องถิ่น ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะโดยปกติแล้ว ผู้ที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมมักจะเป็นนักท่องเที่ยวที่จ่ายในราคาที่ต่ำกว่า” บูดีบอกกับสำนักข่าว The Bali Sun
บูดีเผยว่าภาษีส่วนหนึ่งที่เก็บได้จะสามารถนำมาใช้ในการจัดตั้งหน่วยตำรวจท่องเที่ยวเพื่อจัดการปัญหาการท่องเที่ยวได้ และในช่วงเวลานี้ รักษาการผู้ว่าการบาหลีกำลังพิจารณาข้อเสนอเพิ่มภาษีดังกล่าว
นอกจากนี้ บูดีกล่าวอีกด้วยว่าเขาหวังว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินนานาชาติงูระห์ไรในบาหลีจะสามารถเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเสริมว่าเปอร์เซ็นต์ของภาษีที่เก็บได้สามารถจัดสรรให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและสนามบินได้
“นับตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการภาษีนักท่องเที่ยว 150,000 รูเปียห์เมื่อวันที่ 14 ก.พ. มีเพียง 40% ของผู้มาเยือนบาหลีประมาณ 2.2 ล้านคนเท่านั้นที่จ่าย” ตามการระบุของหน่วยงานการท่องเที่ยวของเกาะ
หัวหน้าฝ่ายการท่องเที่ยวบาหลีเผยว่า “แผนการติดตั้งเครื่องสแกนอัตโนมัติที่สนามบินล้มเหลวเนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่” เขาตั้งข้อสังเกตว่าชาวต่างชาติจำนวนมากสามารถหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีได้โดยการเข้าบาหลีจากประตูขาเข้าภายในประเทศของสนามบิน เนื่องจากการบังคับใช้ในส่วนขาเข้าระหว่างประเทศมีความเข้มงวดมากขึ้น
ทั้งนี้ เงินทุนจากภาษีการท่องเที่ยวมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาภาคการศึกษาและสุขภาพของผู้คนบนเกาะ
ในปี 2023 บาหลีต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5.24 ล้านคน หรือ 45% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมที่มาเยือนอินโดนีเซีย




