สำนักข่าวต่างประเทศต่างพากันรายงานข่าวน้ำท่วม ‘กรุงเทพฯ’ หลังจากเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องยาวนานถึง 48 ชั่วโมง ส่งผลให้ถนนหนทางต่าง ๆ ในเมืองหลวงของประเทศไทยจมอยู่ใต้น้ำ
BBC
พาดหัวข่าว “ถนนหลายสายในกรุงเทพฯ จมบาดาล! ประกาศเขตภัยพิบัติน้ำท่วม”

สำนักข่าว BBC รายงานว่า กรุงเทพฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินภัยพิบัติน้ำท่วมทั่วพื้นที่ หลังเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องยาวนานถึง 48 ชั่วโมง จนระบบระบายน้ำรับไม่ไหว ส่งผลให้ถนนหนทางต่าง ๆ ทั่วเมืองหลวงจมอยู่ใต้น้ำ และเกิดความโกลาหลด้านการจราจรอย่างหนัก
ทางการจึงได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนอาศัยอยู่แต่ในบ้านเรือน พร้อมแนะผู้ที่มีที่พักอาศัยอยู่ใกล้โครงข่ายลำคลองให้รีบเคลื่อนย้ายทรัพย์สินสิ่งของขึ้นสู่ชั้นบนโดยด่วน เนื่องจากคาดว่าฝนจะยังคงตกต่อเนื่องไปจนถึงวันอาทิตย์ (27 ก.ย.) นี้ ซึ่งอาจส่งผลให้มีลำคลองสายอื่น ๆ เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เพิ่มเติมได้
“ตอนนี้น้ำท่วมสูงถึงระดับเอวและยังคงไหลทะลักเข้ามาเรื่อย ๆ จนทำให้ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ ฉันต้องยอมปิดร้านค้ามานานถึง 2 วันแล้ว...จากประสบการณ์ตรง ฉันรู้สึกว่าระดับน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ย่ำแย่และรุนแรงกว่าตอนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เสียอีก”
— ชาวบ้านวัย 67 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านติดริมคลองทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ บอก
ในเหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วมทั่วประเทศไทยเมื่อปี 2554 ครั้งนั้น ซึ่งดำเนินยาวนานถึง 3 เดือน มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยราย แต่น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งล่าสุดนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต
ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยคาดการณ์ว่า “จะมีฝนตกหนักต่อเนื่องไปตลอดทั้งสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หย่อมความกดอากาศต่ำที่เป็นต้นเหตุของฝนถล่มกรุงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กำลังจะเคลื่อนตัวขึ้นไปทางภาคกลางของประเทศต่อไป”
Reuters
รายงานว่า “กรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทย เป็นพื้นที่ภัยพิบัติน้ำท่วม”

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ประกาศให้เมืองหลวงของประเทศไทยเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติในวันเสาร์ (26 ก.ย.) หลังจากเกิดฝนตกหนักจนส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง ขณะที่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า “จะยังคงมีพายุฝนฟ้าคะนองตลอดช่วงสุดสัปดาห์นี้”
ถนนสายหลักหลายสายตกอยู่ในสภาพน้ำท่วมขัง มีรถยนต์จมอยู่ใต้น้ำบางส่วน และประชาชนในบางพื้นที่ต้องลุยน้ำที่มีระดับสูงถึงเอว หลังจากมีปริมาณน้ำฝนสะสมเกือบ 300 มิลลิเมตร (12 นิ้ว) ภายในเวลา 48 ชั่วโมง
“วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ก่อให้เกิด ‘ความเสี่ยงต่อชีวิตของประชาชน’ และอาจสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งสถานการณ์มีความรุนแรงมากที่สุดในพื้นที่ใกล้กับลำคลอง” ชัชชาติ กล่าว
ขณะเดียวกัน ตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ ก็หนาแน่นไปด้วยผู้คนที่พากันไปซื้อของเพื่อกักตุนเสบียงอาหารและสิ่งของจำเป็น
“ฉันค่อนข้างกังวลเหมือนกัน เพราะไม่ได้ซื้อของกินกักตุนไว้ล่วงหน้าเลย แถมยังไม่เคยต้องรับมือกับสถานการณ์แบบนี้คนเดียวมาก่อน เพราะพ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วย” นักศึกษาวัย 19 ปีบอก
AFP
รายงานสถานการณ์กรุงเทพฯ “คลองล้นตลิ่ง ถนนจมบาดาล”

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว AFP ลงพื้นที่สัมภาษณ์ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยแม่ค้ารายหนึ่งอาศัยอยู่ใกล้ลำคลอง บอกว่า “น้ำยังคงไหลเข้ามาเรื่อย ๆ ตอนนี้ออกไปไหนลำบากมาก ระดับน้ำสูงถึงเอวฉันแล้ว ฉันไปไหนไม่ได้เลย แม้จะเจอน้ำท่วมบ่อยครั้ง แต่ฉันคิดว่าครั้งนี้แย่กว่าน้ำท่วมปี 2554 เสียอีก”
เหตุอุทกภัยเป็นวงกว้างทั่วประเทศไทยในปี 2554 ครั้งนั้น คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 500 ราย และสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนหลายล้านหลัง
“ผมตื่นนอนเพื่อจะไปทำงานแล้วก็พบว่าถนนหน้าบ้านน้ำท่วมไปแล้ว ผมกังวลว่ารถของผมจะลุยน้ำท่วมที่สูงขนาดนี้ไปได้ไหม” วินมอเตอร์ไซค์ในย่านอารีย์รายหนึ่ง กล่าว
ขณะที่ในย่านอ่อนนุช ผู้สื่อข่าว AFP รายงานว่า “เห็นชาวบ้านกำลังช่วยกันตักทรายใส่กระสอบเพื่อนำกลับไปวางกั้นหน้าประตูบ้านและหน้าร้านค้าของตัวเอง”
เจ้าหน้าที่เทศบาลต่างเร่งทำงานกันอย่างขะมักเขม้นในวันเสาร์ (26 ก.ย.) เพื่อพยายามเคลียร์พื้นที่บนท้องถนน “หน้าที่ของพวกเราคือการดูแลไม่ให้ขยะตามท้องถนนไปอุดตันทางระบายน้ำ เพื่อให้น้ำสามารถระบายออกไปได้อย่างรวดเร็ว...พวกเราคิดว่าปีนี้แล้ง ก็เลยไม่ได้คาดคิดว่าน้ำจะท่วมหนักขนาดนี้” หนึ่งในกลุ่มเจ้าหน้าที่ กล่าว
CNA
“จาก ‘เวนิสตะวันออก’ สู่เมืองจมบาดาล...กรุงเทพฯ สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร”

สำนักข่าว CNA รายงานว่า ครั้งหนึ่ง กรุงเทพฯ เคยได้รับฉายาว่า ‘เวนิสแห่งตะวันออก’ เพราะเมืองสร้างขึ้นบนพื้นที่ที่เคยเป็นดินแดนป่าชายเลนและที่ลุ่มชื้นแฉะมาก่อน โดยตัวเมืองตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงประมาณ 1.5 เมตรเท่านั้น
“แม้ว่าเดือนกันยายนจะเป็นช่วงพีกที่สุดของฤดูฝนในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว แต่ปริมาณน้ำฝนในปีนี้กลับชุ่มฉ่ำมากกว่าปกติ โดยเมืองหลวงของไทยบันทึกสถิติปริมาณน้ำฝนพุ่งสูงถึง 487 มิลลิเมตร ในช่วงระหว่างวันที่ 1-25 กันยายน ซึ่งมากกว่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปกติที่เกือบ 269 มิลลิเมตรในช่วงเวลาเดียวกัน นับตั้งแต่ปี 2534–2563”
— ข้อมูลตัวเลขของสำนักการระบายน้ำ ระบุ
ขณะที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างออกมาเตือนว่า “ความรุนแรงและความถี่ของเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากโลกยังคงร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล”
ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ออกประกาศเตือนให้เฝ้าระวังหย่อมความกดอากาศต่ำที่จะส่งผลกระทบครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางของประเทศไทยไปจนถึงวันอาทิตย์ (27 ก.ย.) นี้
The Star
พาดหัวข่าวว่า “กรุงเทพฯ ประกาศให้พื้นที่ทั้ง 50 เขตเป็นเขตประสบภัยพิบัติอย่างเป็นทางการแล้ว”

ทางการกรุงเทพฯ ได้ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติครอบคลุมทั้ง 50 เขตทั่วเมืองหลวงของประเทศไทยในวันเสาร์ (26 ก.ย.) หลังจากเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวันจนส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขั้นรุนแรง
“เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยปริมาณน้ำในลำคลองสายหลักเอ่อล้นความจุจนเต็มพิกัด ส่งผลให้ถนนหนทางทั่วเมืองหลวงจมอยู่ใต้บาดาลและระบบการจราจรกลายเป็นอัมพาตเป็นวงกว้าง” รายงานข่าวระบุ





