จีนได้ตัดสินใจแล้ว หลังจากเตือนมาหลายวันถึงมาตรการตอบโต้และเรียกร้องให้สหรัฐฯ เจรจาและ ‘พบกันครึ่งทาง’ ทว่าในท้ายที่สุดจีนก็ตัดสินใจที่จะตอบโต้ หรืออย่างน้อยก็แค่ขู่ว่าจะตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีศุลกากร
จีนกล่าวว่าจะจัดเก็บภาษีนำเข้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเหลว 15% รวมถึงภาษีนำเข้าน้ำมันดิบ เครื่องจักรกลการเกษตร และรถยนต์เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ 10% ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป นั่นหมายความว่ายังมีเวลาเหลือให้สองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกก้าวถอยกลับจากจุดวิกฤตสงครามการค้า
ตามรายงานของทำเนียบขาวระบุว่า ผู้นำทั้งสองมีกำหนดการโทรศัพท์คุยกันในช่วงปลายสัปดาห์นี้ และแม้จะมีการประกาศเมื่อวันนี้ แต่ก็มีสัญญาณบางอย่างที่บ่งชี้ว่าจีนกำลังอยู่ในโหมดรับฟังและยังคงเปิดรับการเจรจาอยู่
ประการแรก มาตรการตอบโต้ของจีนมีขอบเขตจำกัดเมื่อเทียบกับการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกเก็บภาษี 10% จากสินค้าจีนทั้งหมดที่ส่งไปยังสหรัฐฯ
อเมริกาเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวรายใหญ่ที่สุดในโลก แต่จีนคิดเป็นเพียงประมาณ 2.3% ของการส่งออกทั้งหมด และการนำเข้ารถยนต์หลักมาจากยุโรปและญี่ปุ่น
การกำหนดเป้าหมายสินค้าอย่างมีวิจารณญาณและเลือกสรรมาอย่างดีอาจเป็นเพียงการเปิดฉากของจีน ซึ่งเป็นวิธีการต่อรองก่อนการเจรจาใดๆ
ทรัมป์ เผยว่าเขาได้โทรศัพท์คุยประธานาธิบดีสีจิ้นผิงแล้วเพียงไม่กี่วันก่อนพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนที่เคยถูกส่งไปร่วมงานสาบานตนอยู่ด้วย นอกจากนี้ ทรัมป์ยังบอกว่าหวังที่จะได้ร่วมงานกับสีจิ้นผิงในการแก้ปัญหาสงครามของรัสเซียในยูเครน
ขณะที่ สีจิ้นผิง เองก็อาจไม่ต้องการที่จะมีเรื่องกับทรัมป์ในตอนนี้ เนื่องจากเขากำลังยุ่งอยู่กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของจีนที่กำลังย่ำแย่
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้เป็นประเด็นที่คุ้นเคยสำหรับผู้นำทั้งสอง แม้ว่าพวกเขาอาจไม่เต็มใจที่จะหวนคิดถึงอดีตก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเคยหอมหวานมาก่อนในช่วงวาระสุดท้ายที่ทรัมป์ยังเป็นผู้นำสมัยแรก ก่อนที่ความสัมพันธ์จะเสื่อมถอยลง
การเจรจาจะจบลงด้วยดีหรือไม่...
การที่ทรัมป์จะทำข้อตกลงกับจีนนั้นยากกว่ามากเมื่อเทียบกับเม็กซิโกและแคนาดา และจะขึ้นอยู่กับว่าเขาต้องการอะไรจากจีน เนื่องจากจีนคือคู่แข่งทางเศรษฐกิจหลักของสหรัฐฯ ดังนั้น การตัดจีนออกจากห่วงโซ่อุปทานหลักถือเป็นเป้าหมายของรัฐบาลทรัมป์ หากว่าทรัมป์เรียกร้องมากเกินไป สีจิ้นผิงอาจปฏิเสธไม่ขอร่วมด้วย
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา จีนพยายามลดความสำคัญของการค้าต่อเศรษฐกิจและเพิ่มการผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน การนำเข้าและส่งออกคิดเป็นประมาณ 37% ของ GDP ของจีน เมื่อเทียบกับกว่า 60% ในช่วงต้นทศวรรษ 2000
ภาษีศุลกากร 10% นั้นอาจจะสร้างผลกระทบ แต่จีนอาจจะรู้สึกว่าสามารถรับมือกับผลกระทบนั้นได้ในตอนนี้ สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ทรัมป์จริงจังที่จะเพิ่มเปอร์เซ็นต์ดังกล่าวเป็น 60% ตามที่เขาเคยหาเสียงไว้หรือเปล่า หรือว่าทรัมป์จะยังใช้ประเด็นภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือทางการทูตเพื่อกดดันสีจิ้นผิงต่อไป
หากสิ่งนั้นเกิดขึ้น จีนจะต้องพร้อม และนั่นหมายถึงว่าจีนจะต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนหากสถานการณ์รุนแรงมากขึ้น
แต่ครั้งสุดท้ายที่ทั้งคู่ลงนามข้อตกลง...มันไม่ได้จบลงด้วยดี

ทั้งสองประเทศออกมาตรการภาษีตอบโต้สินค้ามูลค่านับแสนล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งข้อตกลงนี้กินเวลาไปมากกว่า 2 ปีจนกระทั่งในที่สุดจีนก็ตกลงที่จะใช้จ่ายเงินเพิ่มอีก 200,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 6.7 ล้านล้านบาท) ต่อปีสำหรับสินค้าของสหรัฐฯ ในปี 2020
สหรัฐฯ หวังว่าข้อตกลงนี้จะช่วยลดการขาดดุลการค้าจำนวนมหาศาลระหว่างจีนและสหรัฐฯ แต่แผนดังกล่าวต้องล้มเหลวเพราะการระบาดของโควิด-19 และปัจจุบันการขาดดุลดังกล่าวอยู่ที่ 361,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 12 ล้านล้านบาท)
นักวิเคราะห์เชื่อว่าปัจจุบันจีนกำลังมองหามาตรการที่หลากหลายมากกว่าแค่ภาษีศุลกากรเพื่อตอบโต้หากสงครามการค้าทวีความรุนแรงมากขึ้น
ในขณะที่เวลากำลังเดินไปเรื่อยๆ นี่ยังไม่ใช่สงครามการค้าเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกก็กำลังจับตาดูว่าผู้นำทั้งสองจะสามารถบรรลุข้อตกลงกันในสัปดาห์นี้ได้หรือไม่...
และนี่คือมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ ของจีน...
\-เก็บภาษีนำเข้าถ่านหิน-ก๊าซธรรมชาติเหลว 10% และน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ 15%-
การตอบโต้จากจีนในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ หมายความว่าบริษัทต่างๆ ที่ต้องการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากสหรัฐฯ จะต้องชำระภาษีก่อนนั่นเอง
จีนเป็นผู้นำเข้าถ่านหินรายใหญ่ที่สุดในโลก แต่ส่วนใหญ่มักนำเข้ามาจากอินโดนีเซีย แม้ว่ารัสเซีย ออสเตรเลีย และมองโกเลียจะเป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์ด้วยก็ตาม
ตามข้อมูลศุลกากรของจีนเผยว่า จีนได้เพิ่มการนำเข้า LNG จากสหรัฐฯ ปริมาณเกือบสองเท่าจากระดับปี 2018
อย่างไรก็ตาม การค้าเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยรวมของจีนยังอยู่ในระดับปานกลาง โดยการนำเข้าจากสหรัฐฯ คิดเป็นเพียง 1.7% ของน้ำมันดิบทั้งหมดที่จีนซื้อจากต่างประเทศในปี 2023 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนไม่ได้พึ่งพาสหรัฐฯ ดังนั้น ผลกระทบของภาษีศุลกากรต่อเศรษฐกิจของจีนจึงอาจมีน้อยมาก
“จีนสามารถหาแหล่งน้ำมันเพิ่มเติมจากรัสเซียได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากรัสเซียได้ซื้อน้ำมันในราคาถูกอยู่แล้ว ในขณะที่ทางการรัสเซียเองก็กำลังหาทุนสำหรับทำสงคราม” รีเบกกา ฮาร์ดิง นักเศรษฐศาสตร์ด้านการค้าและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของศูนย์เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กล่าว
ในทางกลับกัน สหรัฐฯ เองก็เป็นผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก แล้วก็ยังมีลูกค้ารายอื่นอีกมากมาย โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป
\-เก็บภาษีนำเข้าเครื่องจักรกลการเกษตร-รถกระบะ-รถยนต์ขนาดใหญ่จากสหรัฐฯ 10%-

นอกจากเชื้อเพลิงแล้ว จีนยังเก็บภาษีนำเข้าเครื่องจักรกลทางการเกษตร รถบรรทุกปิกอัพ และรถยนต์ขนาดใหญ่บางรุ่นอีก 10%
แต่จีนไม่ใช่ประเทศผู้นำเข้ารถปิกอัพจากสหรัฐฯ รายใหญ่ เพราะส่วนใหญ่แล้ว จีนจะนำเข้ารถมาจากยุโรปและญี่ปุ่น ดังนั้นการจัดเก็บภาษี 10% สำหรับรถที่นำเข้ามาจำนวนน้อยอยู่แล้วจึงไม่กระทบต่อผู้บริโภคมากเกินไป
นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มการลงทุนในเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อเพิ่มการผลิตและลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ ดังนั้นการเรียกเก็บภาษีศุลกากรเครื่องจักรกลการเกษตรอาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งเพื่อพยายามกระตุ้นอุตสาหกรรมในประเทศ
“มาตรการภาษีทั้งหมดนั้นค่อนข้างน้อย อย่างน้อยก็เมื่อเทียบกับการมาตรการของสหรัฐฯ...สินค้าเป้าหมายของจีนมีมูลค่าการนำเข้าต่อปีราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.7 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็นประมาณ 12% ของการนำเข้าทั้งหมดของจีนจากสหรัฐฯ...นี่ถือเป็นการก้าวกระโดดอย่างมากเมื่อเทียบกับสินค้าจีนมูลค่ากว่า 450,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 15 ล้านล้านบาท) ที่สหรัฐฯ เล็งเป้าไว้” จูเลียน อีแวนส์-พริตชาร์ด หัวหน้าเศรษฐศาสตร์จีนจากบริษัทที่ปรึกษา Capital Economics กล่าว
\-สั่งสอบ Google!-

ทางการจีนสั่งสอบสวนการผูกขาดบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Google ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าการสอบสวนจะเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง แต่ก่อนหน้านี้ บริการค้นหาของ Google ถูกบล็อกในประเทศจีนตั้งแต่ปี 2010
บริษัทนี้ยังคงมีการดำเนินการทางธุรกิจอยู่บ้างในประเทศโดยให้บริการแอปฯ และเกมแก่ตลาดจีนโดยทำงานร่วมกับนักพัฒนาในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม จีนสร้างยอดขายให้กับ Google ทั่วโลกได้เพียง 1% เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหากจีนตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ สถานการณ์ก็คงไม่เลวร้ายไปกว่านี้มากนัก
\-สินค้า ‘Calvin Klein’ ถูกจัดอยู่ในรายชื่อ ‘กลุ่มองค์กรที่ไม่น่าเชื่อถือ’-

จีนได้เพิ่มชื่อบริษัท ‘PVH’ ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่เป็นเจ้าของแบรนด์ดีไซเนอร์ ‘Calvin Klein’ และ ‘Tommy Hilfiger’ เข้าไปในรายชื่อ ‘องค์กรที่ไม่น่าเชื่อถือ’ และกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้มีมาตรการเลือกปฏิบัติต่อบริษัทจีน
สำหรับ Calvin Klein และ Tommy Hilfiger ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในลิสต์ดังกล่าวจะทำให้การทำธุรกิจในประเทศจีนยากขึ้น เนื่องจากพวกเขาอาจต้องเผชิญกับการคว่ำบาตร รวมถึงค่าปรับ และวีซ่าทำงานของพนักงานต่างชาติก็จะถูกเพิกถอน
แอนเดรียส ช็อตเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นในออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา เผยว่า “หน่วยงานกำกับดูแลจะไปที่โรงงานของบริษัทต่างๆ เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานด้วย”
อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ เองก็มีรายชื่อ ‘องค์กรที่ไม่น่าเชื่อถือ’ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะห้ามไม่ให้องค์กรบางแห่งซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทของสหรัฐฯ โดยไม่ได้รับอนุมัติก่อน
“จีนตอบโต้ด้วยวิธีเดียวกับที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวหาบริษัทจีน ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแยกตัวของสหรัฐฯ และจีนที่ขับเคลื่อนโดยสหรัฐฯ” ศาสตราจารย์ชอตเตอร์ กล่าวเสริม
\-ควบคุมการส่งออกโลหะหายาก-

แม้ว่าจะมีการกำหนดภาษีศุลกากรกับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ แต่จีนยังกำหนดการควบคุมการส่งออกโลหะหายาก 25 ชนิดด้วย
จีนมีความเชี่ยวชาญในการกลั่นโลหะประเภทดังกล่าว และผลิตผลผลิตการกลั่นได้เกือบ 90% ของโลก โลหะบางชนิดเป็นส่วนประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ทางทหารหลายชนิด โดยรายชื่อที่ถูกจำกัดนี้รวมถึงทังสเตน ซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ยาก และเป็นวัสดุสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศด้วย
แม้จะมีข้อจำกัดในการส่งออก แต่ อีแวนส์-พริตชาร์ด แห่ง Capital Economics กล่าวว่า “แต่ที่น่าสังเกตคือ โลหะสำคัญที่จีนนำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งใช้ในการผลิตชิประดับไฮเอนด์ เครื่องจักรเซมิคอนดักเตอร์ ยา และอุปกรณ์การบินและอวกาศ ไม่ได้ถูกกำหนดเป้าหมายด้วยมาตรการใดๆ ทั้งสิ้น”
ประสบการณ์จากมาตรการจำกัดการส่งออกรอบก่อนๆ บ่งชี้ว่าการส่งออกจะลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากบริษัทต่างๆ ต่างดิ้นรนเพื่อขอใบอนุญาต ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานหลายสัปดาห์
เมื่อพูดถึงผลกระทบของข้อจำกัดดังกล่าว ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ จะมีแผน โดยเมื่อวันจันทร์ (3 ก.พ.) ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าเขาต้องการให้ยูเครนรับประกันการจัดหาแร่ธาตุหายากเพิ่มเติมเพื่อแลกกับการสนับสนุนมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท) ในการต่อสู้กับรัสเซีย
Shutterstock / Bigc Studio




