ในการแข่งขันเพื่อพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นต่อไป จีนกำลังท้าทายสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง
“ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันและฟิชชันของพวกเขาน่าประทับใจมาก จีนกำลังลงทุนในฟิวชันมากกว่าส่วนอื่นๆ ของโลกรวมกัน 2 เท่า”
— บิล เกตส์ มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยี เผย
จีนเป็นผู้นำที่โดดเด่นในการพัฒนาและริเริ่มแนวทางเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงการเป็นผู้นำในด้านการผลิตและการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และวัสดุที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น แร่แรร์เอิร์ธ ขณะที่การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขั้นสูงเป็นหนึ่งในไม่กี่ด้านที่จีนยังคงพยายามพัฒนาต่อไป
อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ทั่วโลกต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย รวมถึงการอนุมัติตามกฎระเบียบ การสร้างห่วงโซ่อุปทานสำหรับเชื้อเพลิงรุ่นต่อไป และในกรณีของการหลอมรวม (fusion) ก็คือ การส่งมอบพลังงานสุทธิเป็นอันดับแรก
ตามรายงานของ BloombergNEF เมื่อเดือนเมษายนระบุว่า “ความสนใจในเครื่องปฏิกรณ์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็กและปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันกำลังเพิ่มขึ้น ขณะที่หลายประเทศกำลังเร่งหาแหล่งพลังงานใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ศูนย์ข้อมูลคาดว่า ในสหรัฐฯ จะมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าประมาณ 9% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2035 ซึ่งมากกว่าสองเท่าของระดับในปี 2024”
“ความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้จะผลักดันให้การใช้จ่ายด้านพลังงานนิวเคลียร์พุ่งสูงขึ้นถึง 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11 ล้านล้านบาท)” Bloomberg Intelligence รายงาน
เกตส์มองว่า “พลังงานนิวเคลียร์เป็นหนทางหนึ่งที่จะจัดหาพลังงานที่จำเป็นให้กับศูนย์ข้อมูล รวมถึงช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังทำให้ค่าสาธารณูปโภคสูงขึ้น และแนวโน้มนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากการนำปั๊มความร้อนและรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีทรัพยากรก๊าซธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ โดยเชื้อเพลิงดังกล่าวคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการผลิตไฟฟ้าของประเทศในปี 2023 แต่เราไม่มีก๊าซธรรมชาติเหลืออยู่อย่างจำกัด”
“ในระยะยาว น่าจะเป็นไปได้ว่าทั้งฟิชชัน หรือฟิวชันจะเป็นวิธีที่ถูกที่สุดในการผลิตไฟฟ้า” เกสต์ กล่าวเสริม อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ทั้งเทคโนโลยีฟิวชันและเทคโนโลยีฟิชชันขั้นสูงยังคงมีต้นทุนสูงและยังไม่ได้รับการพิสูจน์
‘Breakthrough Energy Ventures’ บริษัทลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศที่เกตส์ก่อตั้ง ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทสตาร์ทอัพด้านนิวเคลียร์หลายแห่ง รวมถึง ‘Commonwealth Fusion Systems’ ซึ่งเป็นบริษัทบุกเบิกด้านฟิวชัน และ ‘TerraPower’ ซึ่งกำลังพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ฟิชชันรุ่นใหม่ โดยเกตส์ก็ก่อตั้งบริษัทนี้เช่นกัน
พลังงานนิวเคลียร์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งแตกต่างจากแหล่งพลังงานปลอดคาร์บอนอื่นๆ เช่น พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ “นิวเคลียร์จะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง” คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสุดยอดที่รัฐยูทาห์ โดยไรท์เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท ‘Oklo Inc.’ ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็ก ก่อนที่จะเข้าร่วมกระทรวงพลังงาน
บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ Microsoft ไปจนถึง Google ของบริษัทโฮลดิ้งเทคโนโลยี ‘Alphabet Inc.’ ได้ลงนามข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้ากับบริษัทสตาร์ทอัพด้านนิวเคลียร์เพื่อรับประกันการจัดหาไฟฟ้าในอนาคต
แต่เกตส์กล่าวว่า
“ยังต้องใช้เวลาอีกนานสำหรับสตาร์ทอัพเหล่านั้นที่จะส่งมอบไฟฟ้าในระดับขนาดใหญ่ พลังงานนิวเคลียร์โดยรวมจะยังไม่เป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับศูนย์ข้อมูลจนกว่าจะถึงปี 2035 และนั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าทุกอย่างจะราบรื่นดีหรือไม่”
(Photo by Bryan Bedder / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)




