กลุ่มประเทศ BRICS ที่เป็นการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาระหว่างบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งด้วยการขยับขยายเพิ่มสมาชิกเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี โดยการเชิญ 6 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิหร่าน อียิปต์ อาร์เจนตินา และเอธิโอเปีย โดยจะมีผลในเดือนมกราคม 2024
ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เผยถึงการรับสมาชิกใหม่ผ่านคลิปวิดีโอเนื่องจากไม่ได้เดินทางไปร่วมประชุมที่แอฟริกาใต้ว่า อิทธิพลระดับโลกของ BRICS จะยังเติบโตต่อไป “...และผมขอยืนยันเพื่อนร่วมกลุ่มทั้งหมดว่าเราจะสานต่องานที่เราเริ่มต้นในวันนี้ในการขยายอิทธิพลของ BRICS ไปทั่วโลก”
และหมายความว่า รัสเซียและซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันโอเปกพลัส (OPEC+) ทั้งคู่ ได้มาอยู่ในกลุ่มเดียวกันอีกด้วย โดยทั้งรัสเซียและซาอุดีอาระเบียมักจะประสานงานกันเรื่องปริมาณการผลิตน้ำมัน ซึ่งเคยทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องบาดหมางกับพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ มาแล้ว
การขยับขยายของ BRICS ก่อให้เกิดคำถามว่าจะเป็นการรวมตัวกันลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (de-dollarization)ของสหรัฐฯ แล้วหันไปใช้เงินสกุลอื่นค้าขายกันหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ BRICS เคยหารือกันเกี่ยวกับสกุลเงินของตัวเองที่จะใช้ร่วมกันมาแล้ว แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นความคิดที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
ปูตินเองก็ยอมรับว่าสกุลเงินร่วมของ BRICS เป็น “คำถามที่ยาก” แต่ยืนยันว่า “เราจะเดินไปข้างหน้าเพื่อแก้ปัญหานี้”
นอกจากนี้ การขยายกลุ่ม BRICS ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สมาชิกบางประเทศอย่าง รัสเซียและจีนติดอยู่กับความตึงเครียดที่ทวีขึ้นกับชาติตะวันตก
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การเลือกประเทศที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชาติตะวันตกอย่างเปิดเผยอย่างอิหร่านอาจทำให้ BRICS แขวงไปในแนวทางที่จะเป็นกลุ่มต่อต้านชาติตะวันตกมากขึ้น
จิม โอนีลล์ อดีตนักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs เผยกับ Bloomberg ว่า “ในทางเศรษฐกิจ มีไม่กี่ประเทศที่จะเข้าร่วมที่เป็นประเทศใหญ่ สมาชิก BRICS ที่มีอยู่แล้วตอนนี้ก็มีเรื่องยุ่งยากอยู่แล้วในการตกลงกันในหมู่ 5 ประเทศนั้น ดังนั้นนอกเหนือไปจากการเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังแล้ว ผมก็ไม่แน่ใจว่าการมีสมาชิกเพิ่มขึ้นจะให้ประโยชน์อะไร”
ด้าน สตีฟ จาง ผู้อำนวยการ Soas China Institute ในกรุงลอนดอนเผยว่า แม้ว่าโดยผิวเผินประเทศสมาชิกจะไม่ค่อยไม่อะไรเหมือนกัน แต่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ก็พยายามแสดงให้เพื่อนสมาชิกเห็นว่าพวกเขาต่างก็ต้องการอนาคตแบบเดียวกัน นั่นคือ ไม่มีใครต้องการอยู่ในโลกที่ตะวันตกเป็นใหญ่
“สิ่งที่จีนเสนอคือทางเลือกระเบียบโลกใหม่ที่เผด็จการรู้สึกปลอดภัยในประเทศของตัวเอง พวกเขาสามารถหาทิศทางการพัฒนาอื่นโดยไม่ต้องยอมรับเงื่อนไขที่กำหนดโดยคนอเมริกันที่เป็นประชาธิปไตยและมหาอำนาจยุโรป” จางกล่าว
ในขณะที่ระหว่างการพุดคุยในกลุ่มประเทศสมาชิกนั้น ปูตินพาดพิงถึงตะวันตกโดยบอกว่า “แนวคิดเสรีนิยทใหม่ของพวกเขาเป็นภัยคุกคามต่อทั้งคุณค่าดั้งเดิมในประเทศกำลังพัฒนาและต่อประเทศที่มีหลายขั้วซึ่งไม่มีประเทศไหนหรือกลุ่มไหนเป็นใหญ่” แม้จะไม่มีการเอ่ยชื่อตรงๆ แต่ก็เข้าใจได้ว่าปูตินเอ่ยถึงสหรัฐฯ
ด้าน เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทำเนียบขาว ดูเหมือนจะพยายามลดความสำคัญของการขยายกลุ่ม BRICS โดยบอกว่า ประเทศสมาชิกมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นสำคัญ เขาจึงไม่เห็นว่า BRICS จะเป็นการ "พัฒนาไปสู่คู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์กับสหรัฐฯ หรือใครก็ตาม"
ถึงอย่างนั้น ซาราง ชิดอร์ ผู้อำนวยการโครงการ Global South ของ Quincy Institute ในวอชิงตันเผยกับ BBC ว่า “ผมคิดว่าสาส์นคือนี่คือกลุ่มประเทศที่หากหลาย ไม่มีประเทศไหนเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ หรือพันธมิตรที่เป็นทางการ 2 หรือ 3 ประเทศเป็นคู่ปรับกับสหรัฐฯ แต่ในภาพรวม นี่ไม่ใช่กลุ่มประเทศที่ต่อต้านอเมริกา”
อย่างไรก็ดี การขยับขยายของ BRICS ก็แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง
ชิดอร์มองว่า “นี่ไม่ใช่โลกที่สหรัฐฯ เป็นคนกำหนดรูปแบบ หรือขับเคลื่อนสถาบันทั้งหมดอีกต่อไป ไม่ต้องสงสัยเลย แต่จะมาแทนที่มั้ย? ไม่ ผมมงว่ามันเป็นการเสริมกันมากกว่าการมาแทนที่”
ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เผยถึงการรับสมาชิกใหม่ผ่านคลิปวิดีโอเนื่องจากไม่ได้เดินทางไปร่วมประชุมที่แอฟริกาใต้ว่า อิทธิพลระดับโลกของ BRICS จะยังเติบโตต่อไป “...และผมขอยืนยันเพื่อนร่วมกลุ่มทั้งหมดว่าเราจะสานต่องานที่เราเริ่มต้นในวันนี้ในการขยายอิทธิพลของ BRICS ไปทั่วโลก”
กลุ่มต้านตะวันตก?
หากซาอุดีอาระเบียตอบรับคำเชิญจะทำให้ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกได้เข้ามาอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศที่นำเข้าน้ำมันมากที่สุดในโลกอย่างจีนและหมายความว่า รัสเซียและซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันโอเปกพลัส (OPEC+) ทั้งคู่ ได้มาอยู่ในกลุ่มเดียวกันอีกด้วย โดยทั้งรัสเซียและซาอุดีอาระเบียมักจะประสานงานกันเรื่องปริมาณการผลิตน้ำมัน ซึ่งเคยทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องบาดหมางกับพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ มาแล้ว
การขยับขยายของ BRICS ก่อให้เกิดคำถามว่าจะเป็นการรวมตัวกันลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (de-dollarization)ของสหรัฐฯ แล้วหันไปใช้เงินสกุลอื่นค้าขายกันหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ BRICS เคยหารือกันเกี่ยวกับสกุลเงินของตัวเองที่จะใช้ร่วมกันมาแล้ว แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นความคิดที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
ปูตินเองก็ยอมรับว่าสกุลเงินร่วมของ BRICS เป็น “คำถามที่ยาก” แต่ยืนยันว่า “เราจะเดินไปข้างหน้าเพื่อแก้ปัญหานี้”
นอกจากนี้ การขยายกลุ่ม BRICS ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สมาชิกบางประเทศอย่าง รัสเซียและจีนติดอยู่กับความตึงเครียดที่ทวีขึ้นกับชาติตะวันตก
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การเลือกประเทศที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชาติตะวันตกอย่างเปิดเผยอย่างอิหร่านอาจทำให้ BRICS แขวงไปในแนวทางที่จะเป็นกลุ่มต่อต้านชาติตะวันตกมากขึ้น
จิม โอนีลล์ อดีตนักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs เผยกับ Bloomberg ว่า “ในทางเศรษฐกิจ มีไม่กี่ประเทศที่จะเข้าร่วมที่เป็นประเทศใหญ่ สมาชิก BRICS ที่มีอยู่แล้วตอนนี้ก็มีเรื่องยุ่งยากอยู่แล้วในการตกลงกันในหมู่ 5 ประเทศนั้น ดังนั้นนอกเหนือไปจากการเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังแล้ว ผมก็ไม่แน่ใจว่าการมีสมาชิกเพิ่มขึ้นจะให้ประโยชน์อะไร”
ด้าน สตีฟ จาง ผู้อำนวยการ Soas China Institute ในกรุงลอนดอนเผยว่า แม้ว่าโดยผิวเผินประเทศสมาชิกจะไม่ค่อยไม่อะไรเหมือนกัน แต่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ก็พยายามแสดงให้เพื่อนสมาชิกเห็นว่าพวกเขาต่างก็ต้องการอนาคตแบบเดียวกัน นั่นคือ ไม่มีใครต้องการอยู่ในโลกที่ตะวันตกเป็นใหญ่
“สิ่งที่จีนเสนอคือทางเลือกระเบียบโลกใหม่ที่เผด็จการรู้สึกปลอดภัยในประเทศของตัวเอง พวกเขาสามารถหาทิศทางการพัฒนาอื่นโดยไม่ต้องยอมรับเงื่อนไขที่กำหนดโดยคนอเมริกันที่เป็นประชาธิปไตยและมหาอำนาจยุโรป” จางกล่าว
ในขณะที่ระหว่างการพุดคุยในกลุ่มประเทศสมาชิกนั้น ปูตินพาดพิงถึงตะวันตกโดยบอกว่า “แนวคิดเสรีนิยทใหม่ของพวกเขาเป็นภัยคุกคามต่อทั้งคุณค่าดั้งเดิมในประเทศกำลังพัฒนาและต่อประเทศที่มีหลายขั้วซึ่งไม่มีประเทศไหนหรือกลุ่มไหนเป็นใหญ่” แม้จะไม่มีการเอ่ยชื่อตรงๆ แต่ก็เข้าใจได้ว่าปูตินเอ่ยถึงสหรัฐฯ
ด้าน เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทำเนียบขาว ดูเหมือนจะพยายามลดความสำคัญของการขยายกลุ่ม BRICS โดยบอกว่า ประเทศสมาชิกมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นสำคัญ เขาจึงไม่เห็นว่า BRICS จะเป็นการ "พัฒนาไปสู่คู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์กับสหรัฐฯ หรือใครก็ตาม"
ถึงอย่างนั้น ซาราง ชิดอร์ ผู้อำนวยการโครงการ Global South ของ Quincy Institute ในวอชิงตันเผยกับ BBC ว่า “ผมคิดว่าสาส์นคือนี่คือกลุ่มประเทศที่หากหลาย ไม่มีประเทศไหนเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ หรือพันธมิตรที่เป็นทางการ 2 หรือ 3 ประเทศเป็นคู่ปรับกับสหรัฐฯ แต่ในภาพรวม นี่ไม่ใช่กลุ่มประเทศที่ต่อต้านอเมริกา”
อย่างไรก็ดี การขยับขยายของ BRICS ก็แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง
ชิดอร์มองว่า “นี่ไม่ใช่โลกที่สหรัฐฯ เป็นคนกำหนดรูปแบบ หรือขับเคลื่อนสถาบันทั้งหมดอีกต่อไป ไม่ต้องสงสัยเลย แต่จะมาแทนที่มั้ย? ไม่ ผมมงว่ามันเป็นการเสริมกันมากกว่าการมาแทนที่”



