เกิดเหตุสะเทือนขวัญไปทั้งสหราชอาณาจักร เมื่อพยาบาลชาวอังกฤษคนหนึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมเด็กทารก 7 คนและพยายามสังหารเด็กอีก 6 คนในโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ ส่งผลให้เธอเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เลวร้ายที่สุดในประเทศ
สรุปเหตุการณ์:
“ฉันไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่ ฉันฆ่าพวกเขาโดยตั้งใจเพราะฉันไม่ดีพอที่จะดูแลพวกเขา ฉันเป็นคนชั่วร้ายที่น่าสยดสยอง ฉันชั่วร้ายที่ทำสิ่งนี้” เธอเขียน
แม่ของเด็กชาย E และ F ในเวลานั้นเชื่อเลตบีอย่างสมบูรณ์ แม้ว่าตอนนี้จะเข้าให้การและเป็นพยานต่อศาลฯ พร้อมบอกว่าเธอรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติหลังจากที่เด็กชาย E เริ่มกรีดร้องในตอนกลางคืนขณะที่อยู่ในห้องไอซียู (ICU)
อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกฝ่าย รวมทั้งแม่ของเด็กเข้าใจว่าเด็กชาย E เสียชีวิตด้วยสาเหตุธรรมชาติ จึงไม่มีการตรวจชันสูตรศพของเด็กชาย E แต่เคราะห์ดีที่ท้ายที่สุดแล้วน้องชายฝาแฝด (เด็กชาย F) รอดชีวิตหลังจากโดนพิษของอินซูลินที่เลตบีพยายามฉีดให้เขา
ในเดือนกันยายน 2016 เลตบีได้ยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อนายจ้างของเธอ หลังจากที่เธอถูกย้ายจากแผนกทารกแรกเกิดของโรงพยาบาล เธอถูกส่งกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่เสมียนอีกครั้งหลังจากพบเด็กแฝด 3 เสียชีวิต 2 ราย และเด็กทารกชายคนหนึ่งอาการทรุดลง 3 วันติดต่อกันในเดือนมิถุนายน 2016
ต่อมาในปีนั้น เธอได้รับแจ้งข้อกล่าวหาจากสหภาพพยาบาล (Royal College of Nursing union) แต่ข้อร้องเรียนดังกล่าวถูกปัดตกไป ทางผู้บริหารโรงพยาบาลมีคำสั่งให้แพทย์ที่กล่าวหาเลตบีเขียนจดหมายขอโทษเธอเป็นลายลักษณ์อักษร
เลตบีมีกำหนดกลับไปที่แผนกทารกแรกเกิดในเดือนมีนาคม 2017 แต่การกลับมาของเธอไม่เกิดขึ้น เนื่องจากทางโรงพยาบาลเริ่มตั้งข้อสงสัยและเริ่มการสอบสวน
สรุปเหตุการณ์:
- พยาบาลคนนี้มีชื่อว่า ‘ลูซี เลตบี’ วัย 33 ปี ทำร้ายทารกที่อยู่ในความดูแลของเธอด้วยการฉีดอากาศเข้าไปในเลือดและท้องของพวกเขา ป้อนนมมากเกินไป ทำร้ายร่างกายพวกเขา และวางยาพิษด้วยอินซูลิน
- ตำรวจพบบันทึกที่เขียนด้วยลายมือจำนวนมากขณะตรวจค้นบ้านของเลตบีในระหว่างการสืบสวน รวมถึงข้อความที่เขียนไว้ว่า ‘ฉันชั่วร้ายที่ทำแบบนี้’
- หน่วยงานอัยการแห่งสหราชอาณาจักร (CPS) ระบุว่า เธอทำร้ายเด็กทารก 13 ราย ในแผนกทารกแรกเกิดที่โรงพยาบาลเคาน์เตสแห่งเชสเตอร์ระหว่างปี 2015 ถึง 2016
- อัยการระบุว่า ความตั้งใจของเธอคือการฆ่าเด็กทารก อีกทั้งยังหลอกเพื่อนร่วมงานของเธอให้เชื่อว่ามีสาเหตุการเสียชีวิตตามธรรมชาติ
- ด้านครอบครัวของเหยื่อบอกว่าพวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเกิดอะไรแบบนี้ขึ้น
‘ฉันฆ่าพวกเขาแล้ว’
ในปี 2018 และ 2019 เลตบีถูกตำรวจจับกุม 2 ครั้งหลังตำรวจดำเนินการสอบสวน และเธอก็ถูกจับกุมอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน ปี 2020 เนื่องจากเจ้าหน้าที่พบบันทึกที่เลตบีเขียนไว้ระหว่างการค้นที่อยู่ของเธอ“ฉันไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่ ฉันฆ่าพวกเขาโดยตั้งใจเพราะฉันไม่ดีพอที่จะดูแลพวกเขา ฉันเป็นคนชั่วร้ายที่น่าสยดสยอง ฉันชั่วร้ายที่ทำสิ่งนี้” เธอเขียน
แม่ของเด็กชาย E และ F ในเวลานั้นเชื่อเลตบีอย่างสมบูรณ์ แม้ว่าตอนนี้จะเข้าให้การและเป็นพยานต่อศาลฯ พร้อมบอกว่าเธอรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติหลังจากที่เด็กชาย E เริ่มกรีดร้องในตอนกลางคืนขณะที่อยู่ในห้องไอซียู (ICU)
อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกฝ่าย รวมทั้งแม่ของเด็กเข้าใจว่าเด็กชาย E เสียชีวิตด้วยสาเหตุธรรมชาติ จึงไม่มีการตรวจชันสูตรศพของเด็กชาย E แต่เคราะห์ดีที่ท้ายที่สุดแล้วน้องชายฝาแฝด (เด็กชาย F) รอดชีวิตหลังจากโดนพิษของอินซูลินที่เลตบีพยายามฉีดให้เขา
ความกังวลที่ถูกเพิกเฉย
แพทย์ที่โรงพยาบาลเริ่มสังเกตเห็นจำนวนเด็กทารกที่กำลังจะตายหรืออาการทรุดลงอย่างกะทันหันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่ปรึกษารีบรายงานไปยังผู้บริหารของโรงพยาบาลเกี่ยวกับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นของผู้ป่วยภายใต้การดูแลของเลตบี แต่ฝ่ายบริหารเพิกเฉยในตอนแรกในเดือนกันยายน 2016 เลตบีได้ยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อนายจ้างของเธอ หลังจากที่เธอถูกย้ายจากแผนกทารกแรกเกิดของโรงพยาบาล เธอถูกส่งกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่เสมียนอีกครั้งหลังจากพบเด็กแฝด 3 เสียชีวิต 2 ราย และเด็กทารกชายคนหนึ่งอาการทรุดลง 3 วันติดต่อกันในเดือนมิถุนายน 2016
ต่อมาในปีนั้น เธอได้รับแจ้งข้อกล่าวหาจากสหภาพพยาบาล (Royal College of Nursing union) แต่ข้อร้องเรียนดังกล่าวถูกปัดตกไป ทางผู้บริหารโรงพยาบาลมีคำสั่งให้แพทย์ที่กล่าวหาเลตบีเขียนจดหมายขอโทษเธอเป็นลายลักษณ์อักษร
เลตบีมีกำหนดกลับไปที่แผนกทารกแรกเกิดในเดือนมีนาคม 2017 แต่การกลับมาของเธอไม่เกิดขึ้น เนื่องจากทางโรงพยาบาลเริ่มตั้งข้อสงสัยและเริ่มการสอบสวน




