มากกว่าความขัดแย้งคือการปกป้องท้องถิ่น: ชำแหละชนวนเหตุศรีลังกาประท้วง ‘ชาบัด’ อิสราเอล อิทธิพลต่างชาติที่ชุมชนไม่ต้อนรับ

13 ก.ย. 2569 - 17:26

  •  นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเดินทางเข้าศรีลังกาเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี 2024 มีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลมาเยือนราว 25,000 คน

  • เมื่อมีคนอิสราเอลเดินทางไปเที่ยวเยอะ ศูนย์ชาบัดก็เริ่มตามมา

  • สื่อท้องถิ่นของศรีลังการายงานว่า ทั้งประเทศมีศูนย์ชาบัดอยู่ 5 แห่ง ฝ่ายชาบัดอ้างว่าดำเนินการอย่างถูกต้อง แต่ชุมชนท้องถิ่นไม่ยอมรับและมองว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ของพวกเขา จึงเกิดการประท้วงขึ้น

มากกว่าความขัดแย้งคือการปกป้องท้องถิ่น: ชำแหละชนวนเหตุศรีลังกาประท้วง ‘ชาบัด’ อิสราเอล อิทธิพลต่างชาติที่ชุมชนไม่ต้อนรับ

ศรีลังกาเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เพราะมีทั้งชายหาดที่บริสุทธิ์ แหล่งโต้คลื่นระดับโลก และค่าใช้จ่ายยังย่อมเยาวกว่าเมื่อเทียบกับสถานที่ท่องเที่ยวในลักษณะเดียวกันในภูมิภาคอื่นของโลก

ในบรรดานักท่องเที่ยวเหล่านี้ กลุ่มคนหนุ่มสาวชาวอิสราเอลถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทโดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มทหารกองหนุนที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจจากการเกณฑ์ทหารภาคบังคับของประเทศ

นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเดินทางเข้าศรีลังกาเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี 2024 มีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลมาเยือนราว 25,000 คน เพิ่มขึ้นจาก 9,300 คนเมื่อ 2 ปีก่อน นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างมุ่งหน้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมริมชายฝั่งอย่างอารูกัมเบย์ (Arugam Bay) ฮิคคาาดูวา (Hikkaduwa) และหิริเกติยา (Hiriketiya) ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเซิร์ฟ

เช่นเดียวกับประเทศไทย เมื่อมีคนอิสราเอลเดินทางไปเที่ยวเยอะ ศูนย์ชาบัดก็เริ่มตามมา สื่อท้องถิ่นของศรีลังการายงานว่า ทั้งประเทศมีศูนย์ชาบัดอยู่ 5 แห่ง โดยคณะกรรมการกำกับดูแลภาคส่วนรัฐสภาด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของศรีลังการะบุว่า มีเพียง 2 แห่งจาก 5 แห่งเท่านั้นที่จดทะเบียนภายใต้กฎหมายของศรีลังกา แต่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Chabad Sri Lanka ระบุว่า มีชาบัด 4 แห่งในศรีลังกา

อีกอย่างที่เหมือนกับประเทศไทยคือ ฝ่ายชาบัดอ้างว่าดำเนินการอย่างถูกต้อง แต่ชุมชนท้องถิ่นไม่ยอมรับและมองว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ของพวกเขา จึงเกิดการประท้วงขึ้น

เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พระสงฆ์และชาวบ้านประมาณ 300 คน รวมตัวกันประท้วงต่อต้านศูนย์ชาบัดที่เพิ่งตั้งขึ้นเมื่อต้นเดือนสิงหาคมในเมืองหิริเกติยา (Hiriketiya) ชายฝั่งทางตอนใต้ของศรีลังกา เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบว่า ศูนย์ชาบัดแห่งนี้จัดตั้งและดำเนินงานโดยได้รับอนุญาตและปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ อย่างถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ และยังเรียกร้องให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม ซึ่งรวมถึงการสั่งย้ายออกจากพื้นที่ หากพบว่าจัดตั้งหรือดำเนินงานโดยไม่มีใบอนุญาต

เมืองหิริเกติยาเป็นหมู่บ้านชาวประมง ตั้งอยู่ใกล้วัดเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 18 อย่างวัดเววุรุกันนาลา วิหารยา ซึ่งเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์พระพุทธรูปปางนั่งที่สูงที่สุดในศรีลังกา

“เราเริ่มทนไม่ไหวกับอิทธิพลของอิสราเอลแล้ว แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกเขาก็ยังหาเรื่องทะเลาะกับคนท้องถิ่นและก่อกวนพื้นที่สงบสุขแห่งนี้”

นูวัน วิเจตุนเก เจ้าของโรงแรมและหนึ่งในผู้จัดประท้วงเผยกับ Arab News

ชาวบ้านบอกว่า นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลตั้งธุรกิจผิดกฎหมายโดยไม่มีใบอนุญาตที่จำเป็น จ้างชาวอิสราเอลด้วยกันโดยไม่มีวีซ่าทำงานที่ถูกต้อง และเลือกปฏิบัติกับคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ

พระลียานเวลา สุมานาสิริ หิมิ เจ้าอาวาสวัดดีกาวาลุการามา ราชมหาวิหาร หนึ่งในวัดที่มีพระสงฆ์เข้าร่วมการประท้วงของชาวบ้านเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การอนุญาตให้มีศูนย์ชาบัดจะ “ทำให้สถานการณ์แย่ลง” และว่า “เราไม่ต้องการนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในพื้นที่ของเรา เพราะการปรากฏตัวของพวกเขารบกวนนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่ต้องการมาเที่ยวในดินแดนของเรา”

“ศูนย์ชาบัดแห่งนี้เปิดขึ้นเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในเมืองหิริเกติยา โดยเปิดโอกาสให้ได้รับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักศาสนายิว และเป็นสถานที่ที่อบอุ่นและปลอดภัยยามอยู่ไกลบ้าน”

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ชาบัด

ส่วนแรบไบ ยอสซี กาไบ นักเทศน์ในศูนย์ชาบัดอ้างว่า “เชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้คือกระแสต่อต้านชาวยิว”

ความตึงเครียดระหว่างนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลกับชาวบ้านในเมืองหิริเกติยาเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เมื่อนักท่องเที่ยวอิสราเอลย้ายมาจากเมืองอารูกัมเบย์ ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีปัญหากับคนท้องถิ่นที่นั่น

ข้อร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่อารูกัมเบย์ระบุว่า ชาวอิสราเอลจำนวนมากที่เดินทางเข้ามาเป็นทหารที่กำลังอยู่ในช่วงพักผ่อน หลังจากได้เข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาซึ่งเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การประท้วงและความตึงเครียดในอารูกัมเบย์ยังเกิดขึ้นหลังจากมีชาวอิสราเอลเข้ามาเปิดศูนย์ชาบัดในพื้นที่โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากชุมชนเช่นกัน

นอกจากศูนย์ชาบัดในทั้งสองเมืองนี้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่นแทบไม่ต่างจากที่ไทย ป้ายร้านค้ามีภาษาฮีบรูเป็นเรื่องปกติ เริ่มมีชาวอิสราเอลเข้าไปตั้งรกราก การทำงานโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยวในศรีลังกาถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ธุรกิจของชาวอิสราเอลที่ไม่มีใบอนุญาตกลับผุดขึ้นมากมายทั่วเกาะแห่งนี้ ตั้งแต่ธุรกิจด้านการบริการและโรงแรมไปจนถึงสถานบันเทิงยามค่ำคืนและสตูดิโอเพื่อสุขภาพ

ปัจจุบันมีกิจการของนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลมากกว่า 50 แห่งบนเกาะ ซึ่งหลายแห่งมีเจ้าของเป็นอดีตทหารกองหนุนหรือทหารกองหนุนที่ยังประจำการอยู่ โดยอาศัยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต และมักส่งผลกระทบให้ธุรกิจของคนในท้องถิ่นถูกเบียดขับออกไป

สื่อศรีลังกาตีพิมพ์บทความวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเกี่ยวกับการกระทำของนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลบางส่วนในประเทศ โดยกล่าวอ้างว่า พฤติกรรมก้าวร้าวและความรู้สึกว่าตนเอง “มีสิทธิ์” ในคลื่นและชายหาดของชาวอิสราเอลกำลังทำให้นักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ ไม่กล้าเที่ยวในพื้นที่ รวมทั้งกีดกันไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปในธุรกิจเหล่านั้น โดยศูนย์ชาบัดและธุรกิจของชาวอิสราเอลถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของอิทธิพลต่างชาติ ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลมากขึ้น

ปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกอธิบายว่าเป็นลักษณะของ “พื้นที่เฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยว” (tourist enclaves) ที่ก่อให้เกิดการกีดกันและการผลักกลุ่มคนท้องถิ่นออกไปอยู่ชายขอบของสังคม ทั้งยังก่อให้เกิด “เครือข่ายการท่องเที่ยวคู่ขนาน” ซึ่งแทบจะแยกตัวออกจากชุมชนท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของศรีลังกาได้เนรเทศชาวอิสราเอลบางส่วนออกไปเนื่องจากอยู่เกินกำหนดหรือละเมิดวีซ่า และได้เพิ่มการตรวจสอบผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยวที่เชื่อว่าประกอบธุรกิจ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าทางการจะตรวจสอบศูนย์ชาบัดและธุรกิจที่ดำเนินการโดยชาวอิสราเอล รวมถึงความผิดปกติของวีซ่าแล้ว แต่แรงกดดันทางการเมืองและการล็อบบี้ด้านการท่องเที่ยวทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่สม่ำเสมอในบางครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ศูนย์ชาบัดและบุคคลบางกลุ่มที่เกี่ยวข้องได้รับมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษโดยใช้เงินภาษีของประชาชนชาวศรีลังกา

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ดร. ฮารินี อามาราสูริยา นายกรัฐมนตรีศรีลังกา ชี้แจงต่อรัฐสภาว่า ไม่มีหน่วยงานของรัฐแห่งใดอนุมัติให้มีการก่อสร้างศูนย์ทางศาสนาของอิสราเอลหรือสถานที่ในลักษณะเดียวกันนี้ภายในประเทศ แม้จะยอมรับว่ามีศูนย์ดังกล่าวอยู่จริง แต่นายกรัฐมนตรีระบุว่า สถานที่เหล่านี้ดำเนินงานอยู่โดยปราศจากการอนุมัติจากรัฐบาล พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะดำเนินการตามความเหมาะสมเพื่อจัดการกับปัญหานี้

ศรีลังกากำลังเผชิญกับความสมดุลที่เปราะบางระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวของชาวอิสราเอลที่เพิ่มขึ้น กับความเสี่ยงทางสังคมและกฎหมายที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลช่วยเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว แต่เจ้าบ้านก็กังวลเกี่ยวกับชุมชนวัฒนธรรมที่ไร้การควบคุมและการใช้ประโยชน์จากวีซ่าในทางที่ผิด

Photo by CHABAD SRI LANKA

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์