กัมพูชาออกมาตอบโต้ที่ไทยตั้งคำถามในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ว่า “แท้จริงแล้ว กัมพูชามีเจตนาที่จะร่วมมือกับไทยในการแสวงหาสันติภาพนี้หรือไม่” และกล่าวหาว่าไทยบิดเบือน ไม่เป็นธรรม และเป็นการดูหมิ่นความจริงที่บอกว่ากัมพูชาขาดความจริงใจ และชี้ว่าสันติภาพขึ้นอยู่กับทางเลือกของกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว
กัมพูชายังคงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อสันติภาพ การเจรจา และกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง คำถามก็คือ “ประเทศไทยได้ดำเนินการเช่นเดียวกันหรือไม่”
กัมพูชาไม่เคยหวั่นไหวต่อเส้นทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับประเทศเพื่อนบ้าน กัมพูชาเชื่อมั่นในการเจรจา ไม่ใช่การยั่วยุ กัมพูชาเคารพหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากการยอมรับคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ในปี 1962 ในกรณีปราสาทพระวิหาร และการตีความของ ICJ ในปี 2013 ซึ่งยืนยันถึงอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือพื้นที่ดังกล่าว
กัมพูชาได้เปิดทุกช่องทางที่เป็นไปได้สำหรับการเจรจา ผ่านการหารือทวิภาคีและกลไกระดับภูมิภาค เพื่อป้องกันการลุกลามและรับรองการแก้ไขปัญหาโดยสันติ นี่คือความจริงใจทั้งในคำพูดและการกระทำ
แต่การกระทำของไทยกลับสะท้อนเรื่องราวที่แตกต่างออกไป แม้จะมีคำมั่นสัญญาหยุดยิงและลดความตึงเครียดหลายครั้ง แต่ไทยกลับละเมิดข้อตกลงเหล่านี้ด้วยการวางลวดหนามและรั้วกั้นลึกเข้าไปในดินแดนกัมพูชา การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่เพิกเฉยต่ออธิปไตยของกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังสร้างความทุกข์ทรมานให้กับชาวบ้านบริเวณชายแดนที่พบว่าที่ดินทำกิน บ้านเรือน และแม้แต่เสรีภาพในการเดินทางของพวกเขาถูกจำกัด
การดำเนินการฝ่ายเดียวเหล่านี้เท่ากับเป็น ‘การละเมิดสิทธิมนุษยชน’ และเผยให้เห็นถึงความว่างเปล่าของความจริงใจที่ไทยประกาศไว้ หากประเทศไทยมีความจริงใจต่อสันติภาพจริงๆ ไทยจะยอมรับคำตัดสินทางกฎหมายระหว่างประเทศแทนที่จะบ่อนทำลายคำตัดสินเหล่านั้น ไทยจะหยุดการร่างแผนที่และการส่งทหารไปประจำการบนแผ่นดินกัมพูชาฝ่ายเดียว และจะละทิ้งการปฏิบัติที่อันตรายในการทำให้กัมพูชาเป็นผู้รุกรานหรือไม่
ความจริงใจไม่ได้วัดกันที่สุนทรพจน์ในต่างประเทศ แต่พิสูจน์ได้จากการยับยั้งชั่งใจและความเคารพที่แสดงออกทั้งในประเทศและตามแนวชายแดน
กัมพูชาเลือก ‘สันติภาพ’ เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนและความมั่นคงของภูมิภาค แต่สันติภาพไม่สามารถสร้างได้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว สันติภาพต้องอาศัยความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม และความรับผิดชอบจากทั้งสองฝ่าย การแสร้งทำเป็นจริงใจในขณะที่ยังคงยั่วยุนั้นไม่ใช่พฤติกรรมของผู้สร้างสันติภาพที่แท้จริง
โลกต้องตระหนักว่ากัมพูชาพร้อมสำหรับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ บัดนี้ถึงคราวที่ไทยจะต้องแสดงความจริงใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่ผ่านการกล่าวหา แต่ผ่านการกระทำที่เป็นรูปธรรมที่เคารพสนธิสัญญา คำตัดสินทางกฎหมาย และอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน
“กัมพูชาเลือกสันติภาพ และคำถามก็คือ ในท้ายที่สุดแล้วไทยจะเลือกความจริงใจหรือไม่”
— แถลงการณ์ ระบุ
(Photo by Handout / Agence Kampuchea Press (AKP) / AFP)




