ในค่ายผู้ลี้ภัยชั่วคราวในจังหวัดอุดรมีชัย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ครอบครัวชาวกัมพูชาต่างก็กำลังประเมินค่าใช้จ่ายจากความขัดแย้งชายแดนกับไทยที่ยืดเยื้อมานาน 5 วัน ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยการหยุดยิงอย่างไม่ราบรื่นเมื่อวันจันทร์ (28 ก.ค.)
เยน หลวต วัย 59 ปี พร้อมด้วยภรรยา และลูกๆ ทั้งสี่คน ได้ลาออกจากงานในประเทศไทยและเดินทางกลับประเทศกัมพูชาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางความกังวลว่าการสู้รบชายแดนอันโหดร้ายระหว่างสองประเทศจะลุกลามกลายเป็นความรุนแรงต่อพลเมืองกัมพูชา
“พวกเขา (ชาวกัมพูชา) ทั้งหมดทำงานในประเทศไทยก่อนที่จะเกิดการสู้รบ ผมขอให้พวกเขากลับบ้านทั้งหมดเนื่องจากการสู้รบระหว่างสองประเทศนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีพวกเราที่นั่น (ในประเทศไทย)”
— เยน หลวต กล่าว
เยน หลวต บอกอีกว่าเขาเห็นวิดีโอบนโซเชียลมีเดียที่เผยให้เห็นภาพการโจมตีพลเมืองกัมพูชาโดยกลุ่มชาตินิยมไทย และตัวเขาเองก็กังวลว่าสถานการณ์อาจบานปลาย
ก่อนหน้านี้ เยน หลวต เป็นคนงานก่อสร้างในประเทศไทยมา 15 ปี เขาบอกว่า “รู้สึกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของครอบครัว” เพราะพวกเขาไม่มีงานทำหรือบ้าน และยังคงเป็นหนี้ธนาคารอยู่ “หากสถานการณ์ดีขึ้น พวกเขา (ชาวกัมพูชา) จะสามารถกลับไปทำงานในประเทศไทย หรือหางานทำในกรุงพนมเปญได้ แต่ตอนนี้ เราไม่มีแม้แต่เงินที่จะเดินทางไปกรุงพนมเปญเพื่อหางานทำ”
เยน หลวต และครอบครัวของเขาเป็นหนึ่งในแรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาหลายพันคนที่เดินทางออกจากประเทศไทยเนื่องจากการสู้รบ
ขณะที่ ชาญ ซารู ลูกสาวของ เยน หลวต ซึ่งทำงานในโรงงานในไทยก่อนที่จะหลบหนีข้ามพรมแดนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เล่าว่า ผู้จัดการของเธอต้องการให้เธออยู่ในประเทศไทยต่อไป แต่เธอกลัวว่าความขัดแย้งระหว่างสองประเทศอาจทำให้เธอตกอยู่ในอันตราย เธอไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป “ถ้าฉันมีโอกาสหางานทำในประเทศ (กัมพูชา) ฉันก็จะอยู่ต่อ แทนที่จะกลับมาไทย”
ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ก่อนที่ความขัดแย้งจะเริ่มต้นขึ้น มีชาวกัมพูชามากกว่า 520,000 คนทำงานในประเทศไทย คิดเป็น 12% ของแรงงานต่างชาติทั้งหมดของประเทศ
(Photo by Chor Sokunthea / AFP)




