นักการทูตอาวุโสของกัมพูชากล่าวเมื่อวันพุธ (6 พ.ค.) ว่า “ความพยายามร่วมกันของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการแก้ไขปัญหาระดับโลกอาจถูกขัดขวางจากความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา และสงครามกลางเมืองในเมียนมา ขณะที่กลุ่มอาเซียน 11 ประเทศกำลังวางแผนรับมือวิกฤตพลังงาน”
ผู้นำของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะประชุมกันในปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการประชุมสุดยอดครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่าน โดยพวกเขาต้องเร่งหาทางเลือกเพื่อปกป้องเศรษฐกิจของตัวเองจากวิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
กง ฟก ทูตกัมพูชาประจำอาเซียนและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา บอกกับ Reuters ว่า “มีความคืบหน้าในการแก้ไขสถานการณ์ รวมถึงการพยายามให้สัตยาบันและนำข้อตกลงความมั่นคงด้านปิโตรเลียมของอาเซียนไปใช้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการประสานงานของสมาชิกในการปกป้องแหล่งเชื้อเพลิง”
รัฐบาลหลายแห่งในภูมิภาคอาเซียนได้ดำเนินการจำกัดการใช้เชื้อเพลิง ประหยัดพลังงาน หรือปราบปรามการกักตุน ขณะที่หลายแห่งได้ลดการส่งออกและเริ่มความพยายามทางการทูตเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถเข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิงได้
“ความขัดแย้งที่คุกรุ่นอยู่ภายในอาเซียนหลายประการอาจเบี่ยงเบนความสนใจจากความพยายามในการร่วมกันแก้ไขปัญหาโลกร่วมกัน หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข” กง ฟก กล่าว โดยยกตัวอย่างข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ และสงครามกลางเมืองที่รุนแรงในเมียนมา
“ยิ่งเราแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้เร็วเท่าไหร่ ผมคิดว่ามันจะยิ่งเพิ่มศักยภาพของเรา และทำให้เรามีเวลามากขึ้นในการคิดถึงสิ่งที่เราสามารถทำได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่การตอบสนองต่อวิกฤตการณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้อาเซียนสำหรับอนาคตด้วย”
อย่างไรก็ตาม ความเป็นเอกภาพของอาเซียนถูกท้าทายโดยสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อในเมียนมานับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 และความตึงเครียดที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ระหว่างไทย-กัมพูชา แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงในเดือนธันวาคม 2025 ก็ตาม
4 เดือนหลังจากที่ไทย-กัมพูชาลงนามในข้อตกลงหยุดยิง กง ฟก ก็กล่าวว่า “ไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อกำหนดเขตแดนทางบก...การปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อเช่นนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย” กง ฟก กล่าว พร้อมกล่าวหาว่า “รัฐบาลไทยไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอของกัมพูชาสำหรับการประชุมภายใต้กรอบการเจรจาเรื่องเขตแดน”
นอกจากนี้ กง ฟก ยังประณามการกระทำของไทยเมื่อวันอังคาร (5 พ.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งได้ยกเลิกสนธิสัญญาหลายสิบปีที่มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อพิพาทบริเวณพื้นที่ทะเลที่อาจมีแหล่งน้ำมัน แต่ กง ฟก ก็หวังว่าข้อพิพาททางทะเลจะสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็วผ่านการเจรจาอย่างสร้างสรรค์กับไทยภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยบอกกับ Reuters ว่า “กำลังดำเนินการ ‘ขั้นตอนภายใน’ ก่อนการเจรจาชายแดนที่อาจเกิดขึ้น” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่าย “ความเร็วในการแก้ไขความขัดแย้งของเราจะขึ้นอยู่กับการเจรจาเหล่านั้น และความมุ่งมั่นรวมถึงความสุจริตใจจากทั้งสองฝ่าย” กระทรวงฯ ระบุ





