“การปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้ ไม่เพียงแต่เป็นอุปสรรคต่อสันติภาพในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของอาเซียนอีกด้วย”
— ดร.วิเวียน บาลาคริชนาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ กล่าว
ข้อพิพาทเรื่องดินแดนดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสามารถของอาเซียนในการป้องกันและจัดการกับวิกฤตการณ์ แม้ว่าข้อพิพาทดังกล่าวจะไม่ใช่เรื่องแปลกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ ดร.บาลาคริชนาน ย้ำว่า “ความรุนแรงสามารถหลีกเลี่ยงได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของผู้นำ” ซึ่ง ดร.บาลาคริชนานเตือนว่า “ไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายลงจนกลายเป็นหายนะ ขณะที่ภูมิภาคกำลังเผชิญกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นและภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่แตกแยกมากขึ้นเรื่อยๆ”
ดร.บาลาคริชนาน กล่าวในการประชุมอาเซียนและเอเชียครั้งที่ 17 ซึ่งจัดโดยสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมว่า “ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นการโจมตีที่รุนแรงต่อกลุ่มประเทศอาเซียน...นี่คือความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่ต่อสันติภาพและเสถียรภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความน่าเชื่อถือในอาเซียนด้วย”
ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้เผชิญกับข้อพิพาทเรื่องดินแดนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขมาอย่างยาวนาน ซึ่ง ดร.บาลาคริชนานย้ำว่า “การมีอยู่ของข้อพิพาทดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะต้องนำไปสู่ความรุนแรง เพียงแค่มีพื้นที่บางส่วนที่ยังไม่ได้กำหนดเขตแดนชัดเจน หรืออยู่ในความขัดแย้ง ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนำไปสู่ความรุนแรง อีกทั้งความจริงที่ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความล้มเหลวของการทูต และยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อภาวะผู้นำถูกจำกัดบทบาท”
“ทางออกสำหรับปัญหานี้ แต่ละประเทศควรเริ่มดูแลสังคมภายในประเทศของตัวเองก่อน” ซึ่งเป็นประเด็นที่ ดร.บาลาคริชนาน มักเน้นย้ำอยู่เสมอว่าการเมืองต่างประเทศนั้นเริ่มต้นจากภายในประเทศ
ดร.บาลาคริชนานตั้งข้อสังเกตว่า “ปฏิกิริยาต่อต้านโลกาภิวัตน์และการค้า รวมถึงการนำภาษีศุลกากรและห่วงโซ่อุปทานมาใช้เป็นอาวุธ มักเกิดจากความไม่มั่นคงภายในประเทศและการสูญเสียความเชื่อมั่นว่าระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วนของสังคม หากแนวรบภายในประเทศยังไม่มั่นคง การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ หรือการทูตก็เป็นเรื่องยากมาก”
ความคิดเห็นของ ดร.บาลาคริชนานมีขึ้นหลังจากไทย และกัมพูชาเจรจาหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ หลังจากทั้งสองประเทศนี้ปะทะกันเป็นเวลา 5 วัน โดยเหตุปะทะดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในการเผชิญหน้าด้วยอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ด้าน ดร.เกา กึมฮวน เลขาธิการอาเซียน ซึ่งกล่าวในที่ประชุมแยกต่างหากในเวทีเดียวกันนี้ว่า “การเป็นประธานอาเซียนของมาเลเซียมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความตึงเครียด การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดของประธานอาเซียนในการแทรกแซงนั้นน่าทึ่งมาก”
ขณะที่ นายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย กล่าวเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมว่า “มาเลเซียพร้อมที่จะส่งคณะผู้สังเกตการณ์ไปยังชายแดน หากได้รับการร้องขอจากทั้งไทยและกัมพูชา แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์กำลังถูกสังเกตการณ์จากระยะไกลผ่านดาวเทียม และประสานงานโดยผู้ช่วยทูตฝ่ายกลาโหมของมาเลเซีย”
เมื่อถูกถามว่าอาเซียนจะรับมือกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างไร ดร.เกา ก็ตอบว่า “ประเทศสมาชิกกำลังตอบสนองทั้งในระดับบุคคลและระดับกลุ่ม แม้ว่ายังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มากในอนาคต”
ส่วนผลกระทบของภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ดร.เกาบอกว่า “สิ่งสำคัญเร่งด่วนคือการลดผลกระทบให้น้อยที่สุดและปกป้องการดำรงชีวิต รัฐบาลต่างๆ กำลังเร่งดำเนินการเพื่อสรุปข้อตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ATIGA) ฉบับปรับปรุง ที่คาดว่าจะลงนามในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะขยับเข้าใกล้เป้าหมายตลาดเดียวของอาเซียนมากขึ้น”
ข้อตกลง ATIGA เป็นข้อตกลงการค้าเสรีสำคัญประจำภูมิภาค ได้รับการลงนามครั้งแรกในปี 2009 และมีผลบังคับใช้ในปีถัดมา ซึ่งการเจรจาเพื่อยกระดับข้อตกลงนี้ได้ข้อสรุปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ดร.บาลาคริชนานกล่าวว่า “อาเซียนต้องร่วมมือกับทุกประเทศและปฏิบัติตามหลักพหุภาคีที่ยืดหยุ่น” แต่ดร.บาลาคริชนานก็ยอมรับว่า “การดำเนินการโดยฉันทามติบางครั้งอาจรู้สึกเหมือนเป็นเครื่องจำกัดที่ทำให้ความก้าวหน้าช้าลง เป้าหมายไม่ใช่การละทิ้งฉันทามติ แต่คือการตระหนักว่าการยืนกรานให้มีเอกฉันท์อาจทำให้การตัดสินใจแทบจะเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศสมาชิกบางประเทศกำลังก่อกวน”
(Photo by Sai Aung MAIN / AFP)




