กัมพูชาหันพึ่งสิงคโปร์-มาเลเซียนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้น หลังจีนจำกัดการส่งออกอย่างน้อยถึงสิ้นเดือนนี้

19 มี.ค. 2569 - 16:44

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกัมพูชาเผยว่า “กัมพูชากำลังนำเข้าเชื้อเพลิงจากผู้จำหน่ายในสิงคโปร์และมาเลเซียมากขึ้น เพื่อชดเชยปริมาณเชื้อเพลิงที่ขาดแคลนจากเวียดนามและจีน”

  • สถานีบริการน้ำมันประมาณ 1 ใน 3 จากทั้งหมด 6,300 แห่ง ปิดทำการเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งต่อราคาน้ำมัน แต่ปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันที่ปิดทำการเพียง 5.77% เท่านั้น

  • นอกจากนี้ กัมพูชายังกำลังเจรจากับบริษัท ‘Woodside Energy’ ของออสเตรเลียเพื่อจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ด้วย

กัมพูชาหันพึ่งสิงคโปร์-มาเลเซียนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้น หลังจีนจำกัดการส่งออกอย่างน้อยถึงสิ้นเดือนนี้

แกว โรจนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกัมพูชาเปิดเผยกับสำนักข่าว Reuters เมื่อวันพุธ (18 มี.ค.) ว่า “กัมพูชากำลังนำเข้าเชื้อเพลิงจากผู้จำหน่ายในสิงคโปร์และมาเลเซียมากขึ้น เพื่อชดเชยปริมาณเชื้อเพลิงที่ขาดแคลนจากเวียดนามและจีน เนื่องจากสงครามในอิหร่านส่งผลกระทบต่อปริมาณเชื้อเพลิงทั่วโลก” 

สถานีบริการน้ำมันประมาณ 1 ใน 3 จากทั้งหมด 6,300 แห่งในประเทศที่มีประชากรเกือบ 18 ล้านคน ปิดทำการเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งต่อราคาน้ำมัน แต่ปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันที่ปิดทำการเพียง 5.77% เท่านั้น  

เวียดนามและจีนได้จำกัดการส่งออกเชื้อเพลิงจนถึงอย่างน้อยสิ้นเดือนมีนาคม เพื่อป้องกันการขาดแคลนภายในประเทศที่อาจเกิดขึ้น ส่วนกัมพูชาและไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านได้หยุดการค้าเชื้อเพลิงหลังจากเกิดความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 

จากข้อมูลของศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (International Trade Centre) ซึ่งเป็นหน่วยงานการค้าของสหประชาชาติ-องค์การการค้าโลก (UN-WTO) ที่ตั้งอยู่ในกรุงเจนีวา ระบุว่า “ในปี 2024 กัมพูชานำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากไทยและเวียดนามรวมกันมากกว่า 60% ในขณะที่นำเข้าจากสิงคโปร์และมาเลเซียคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3  และจากจีนประมาณ 7%” 

“กัมพูชากำลังเพิ่มการนำเข้าจากสิงคโปร์และมาเลเซียเนื่องจากข้อจำกัดการส่งออกในที่อื่นๆ...ซัพพลายเออร์รายเดิมพยายามส่งออกเชื้อเพลิงแม้ว่าอุปทานจะตึงตัวขึ้นก็ตาม เรายังคงสามารถนำเข้าจากจีนได้บ้าง แต่เนื่องจากเรามีพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับซัพพลายเออร์ระดับโลกอย่าง Total (TTEF.PA) และ Chevron (CVX.N) จึงสามารถลดความเสี่ยงบางส่วนได้” 

แกว โรจนาค บอกกับ Reuters 

ข้อมูลจาก Kpler แสดงให้เห็นว่า “การส่งออกน้ำมันเบนซินและดีเซลจากสิงคโปร์และมาเลเซียไปยังกัมพูชาในช่วง 18 วันแรกของเดือนนี้ สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 25% แต่ต่ำกว่าช่วง 18 วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ถึง 40%” 

“กัมพูชาไม่มีโรงกลั่นน้ำมัน ขณะเดียวกันก็มีปริมาณสำรองน้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และน้ำมันเบนซินไม่ถึง 1 เดือนภายใต้สภาวะปกติ เรายังไม่พร้อมรับมืออย่างเต็มที่ในขั้นตอนนี้ แต่ดูเหมือนว่าปริมาณการนำเข้าจะอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในขณะนี้” โรจนาค กล่าว 

กัมพูชากำลังหันมาพึ่งออสเตรเลียด้วยอีกทาง... 

“รัฐบาลได้เจรจาเบื้องต้นกับบริษัท Woodside Energy (WDS.AX) ของออสเตรเลียในเดือนนี้ เพื่อจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับโรงไฟฟ้าขนาด 900 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในปีหน้า การนำเข้าก๊าซจากออสเตรเลียนั้น จะช่วยให้กัมพูชาลดความเสี่ยงจากปัจจัยทางการเมืองโลก...ด้วยความมุ่งมั่นของเราที่จะกระจายแหล่งพลังงาน เราได้พูดคุยกับ Woodside ของออสเตรเลียเพื่อพิจารณาจัดหา LNG สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงาน LNG แห่งแรกของเรา” โรจนาค กล่าว  

โรจนาค บอกอีกว่า กัมพูชาได้รับการปกป้องจากผลกระทบส่วนหนึ่งจากการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว การนำเข้าเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ยังคงทรงตัวจากระดับปี 2022 เนื่องจากการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้า” 

“เนื่องจากพลังงานหมุนเวียน เราจึงมีความเสี่ยงน้อยลงต่อผลกระทบจากราคาน้ำมันในตะวันออกกลางที่พุ่งสูงขึ้น 100% ความขัดแย้งนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)...สถานการณ์อย่างนี้ควรเตือนให้ทุกคนเห็นว่า การมีโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนร่วมกันเป็นทางที่ควรเดินหน้า ถ้าเรามี เราคงจะมีความยืดหยุ่นทนทานมากกว่าทุกวันนี้มาก” 

โรจนาค กล่าว 

(Photo by TANG CHHIN Sothy / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์