ในช่วงที่ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาขึ้นสู่จุดสูงสุดระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้วมกับเสียงปืนใหญ่คือ 'สงครามข้อมูล' ที่เงียบแต่รุนแรงไม่แพ้กัน กัมพูชาได้ปล่อยข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนออกมาอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างภาพให้ไทยเป็นผู้รุกรานในสายตาของนานาชาติ
ยุทธการข่าวปลอมที่วางแผนมาอย่างดี
รายงานเผยให้เห็นภาพที่น่าตกใจ ในครึ่งแรกของปี 2568 เพียงอย่างเดียว พวกเขาได้สร้างและเผยแพร่ข่าวปลอมประมาณ 1,800 เคส โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีที่ความตึงเครียดกับไทยเพิ่มขึ้น ตัวเลขนี้กระโดดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การดำเนินการนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ข่าวสาร (Information Operations) ที่มีเป้าหมายชัดเจน คือการชักจูงความเห็นของประชาคมโลกและสร้างความแตกแยกภายในประเทศไทย
3 รูปแบบข่าวปลอมที่กัมพูชาใช้
ข่าวปลอมที่กัมพูชาปล่อยออกมาไม่ใช่แค่การโกหกธรรมดา แต่มีการจำแนกออกเป็น 3 ประเภทที่แต่ละอย่างมีจุดประสงค์ต่างกัน
ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) คือการสร้างเรื่องราวเท็จขึ้นมาใหม่เพื่อสร้างความสับสน กรณีที่เด่นชัดที่สุดคือการอ้างว่าทหารไทยใช้อาวุธเคมีในการโจมตี หรือการกล่าวหาว่าไทยโจมตีปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นมรดกโลก
ข้อมูลผิด (Misinformation) เป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนำคลิปวิดีโอเก่ามาตัดต่อใหม่ หรือการใช้ภาพจากเหตุการณ์อื่นมาอ้างว่าเกิดขึ้นในช่วงความขัดแย้ง
ข้อมูลร้าย (Malinformation) คือการใช้ข้อมูลที่ถูกต้องแต่นำไปใช้ในบริบทที่บิดเบือน เช่น การอ้างอิงรายงานข่าวเก่าเพื่อสนับสนุนการกล่าวหาใหม่ที่มีต่อไทย
ตัวอย่างข่าวปลอมที่สร้างความเสียหาย
หนึ่งในข่าวปลอมที่สร้างความเสียหายมากที่สุดคือการอ้างว่าทหารไทยใช้อาวุธเคมี ทั้งที่ไทยเป็นประเทศที่ให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี และไม่เคยมีนโยบายการใช้อาวุธประเภทนี้
อีกกรณีหนึ่งที่สร้างความโกรธแค้นในหมู่ประชาชนกัมพูชาคือการบิดเบือนเรื่องปราสาทพระวิหาร กัมพูชาอ้างว่าทหารไทยโจมตีปราสาทโดยตรง แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าการยิงของไทยเป็นการตอบโต้การโจมตีจากฐานทหารกัมพูชา ไม่เกี่ยวข้องกับอาคารทางวัฒนธรรมแต่อย่างใด
การใช้คลิปวิดีโอปลอมก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่พวกเขาชำนาญ มีการเผยแพร่คลิปที่อ้างว่าแสดงเครื่องบินรบ F-16 ของไทยโจมตีฐานกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปดังกล่าวถูกใช้มาหลายปีแล้วและไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้
เทคโนโลยี AI กลายเป็นอาวุธใหม่
สิ่งที่น่าตกใจมากที่สุดคือการที่กัมพูชานำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการสร้างข่าวปลอม พวกเขาใช้ AI สร้างภาพที่แสดงทหารไทยถูกจับกุม หรือการสร้างบัญชีปลอมในนามของผู้นำกัมพูชาเพื่อเผยแพร่ข้อความที่บิดเบือนความจริง
การใช้ AI ทำให้ข่าวปลอมดูสมจริงมากขึ้น และยากต่อการตรวจสอบด้วยตาเปล่า นี่คือความท้าทายใหม่ที่ทั้งสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปต้องเผชิญในยุคดิจิทัล
โซเชียลมีเดียกลายเป็นสนามรบ
TikTok กลายเป็นแพลตฟอร์มหลักในการเผยแพร่คลิปปลอม เช่น คลิปที่อ้างว่าแสดงนักเรียนในกัมพูชาหนีระเบิดจากการโจมตีของไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปดังกล่าวถ่ายทำในโรงเรียนไทย ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความขัดแย้งแต่อย่างใด
Telegram ก็ถูกใช้เป็นช่องทางสำคัญในการกระจายข้อมูลปลอม เนื่องจากลักษณะของแพลตฟอร์มที่ยากต่อการตรวจสอบและควบคุม ทำให้ข่าวปลอมสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ถูกตรวจสอบ
การสร้างความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ
กัมพูชาไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างข่าวปลอม แต่ยังพยายามสร้างความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศด้วย พวกเขาเปิดตัว 'ปฏิญญาต่อต้านข่าวปลอม 2.0' ในการประชุม Asia Media Summit โดยเจตนายกเว้นไม่ให้ไทยเข้าร่วม
กลยุทธ์นี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างภาพว่าทุกประเทศในภูมิภาคเห็นด้วยกับแนวทางของกัมพูชา และไทยเป็นประเทศเดียวที่ 'ไม่ร่วมมือ' ในการต่อต้านข่าวปลอม
ไทยตอบโต้ด้วยข้อเท็จจริง
ฝ่ายไทยไม่ได้นิ่งเฉยต่อการโจมตีด้วยข่าวปลอม กองทัพไทยออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่าการปฏิบัติการทางทหารของไทยมุ่งเป้าเฉพาะฐานทหารกัมพูชา ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทางวัฒนธรรมหรือประชาชนบริสุทธิ์
กระทรวงการต่างประเทศไทยก็ออกมาชี้แจงว่าการกล่าวหาต่างๆ ที่กัมพูชากระทำเป็นการใช้ข่าวปลอมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการรุกรานของตัวเอง
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเข้าสู่ภารกิจ
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยได้เร่งตรวจสอบข้อมูลที่เผยแพร่ในช่วงความขัดแย้ง ผลการตรวจสอบพบข่าวปลอมทั้งหมด 33 เรื่อง โดยมี 9 เรื่องที่เป็นข้อมูลเท็จโดยสิ้นเชิง
ตัวอย่างข่าวปลอมที่ถูกหักล้างรวมถึงการอ้างว่าทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย การโจมตีปราสาทพระวิหาร และข่าวว่าไทยจะปิดด่านชายแดนหรือประกาศสงคราม
ผลกระทบในวงกว้าง
การแพร่กระจายข่าวปลอมไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศ การสร้างความหวาดกลัวด้วยข่าวว่าไทยจะปิดด่านชายแดนหรือประกาศสงคราม ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น
ยิ่งไปกว่านั้น การใช้ข่าวปลอมเพื่อสร้างความแตกแยกทางชาติพันธุ์ระหว่างคนไทยและกัมพูชาอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองชาติในระยะยาว
แนวทางการแก้ปัญหา
การต่อสู้กับข่าวปลอมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประชาชนควรตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลจากหน่วยงานรัฐอย่างเป็นทางการ เช่น กองทัพภาคที่ 2 หรือกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ
หน่วยงานรัฐควรเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านข่าวปลอม และพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจสอbข้อมูลที่ทันสมัย รวมถึงการใช้ระบบ AI เพื่อตรวจจับข่าวปลอมในโซเชียลมีเดีย
สำหรับองค์กรสื่อ การปฏิบัติตามหลักจริยธรรมและการตรวจสอบข้อมูลอย่างเข้มงวดก่อนตีพิมพ์จะช่วยลดการแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือน โดยเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ข้อมูลเท็จสามารถเป็นชนวนให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นได้
เมื่อข่าวปลอมกลายเป็นอาวุธในสงครามสมัยใหม่ การที่เราเข้าใจกลไกของมันจึงกลายเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุด




