เจีย แก้ว เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ประกาศกลางที่ประชุมคณะมนตรีฯ ยูเอ็น (UNSC) เรียกร้องไทย ‘หยุดยิงทันทีแบบไร้เงื่อนไข’ แต่ไร้เสียงตอบโต้จากฝั่งไทย หรือชาติสมาชิกอื่น โดยหลังการประชุมลับของ UNSC เจีย แก้ว แถลงยืนยันกับสื่ออีกครั้งว่า “ต้องการให้ข้อพิพาทที่ชายแดนแก้ไขด้วยสันติวิธี”
อย่างไรก็ตาม ผู้แทนจากไทย รวมถึงสมาชิกอื่นของ UNSC ที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ไม่มีใครออกมาให้สัมภาษณ์ หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อสาธารณชนหลังจบการประชุม
กัมพูชายังได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยกล่าวหาว่า “การกระทำของไทยเป็น ‘การรุกรานที่วางแผนไว้ล่วงหน้า’ และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง”
นอกจากนี้ กุง โภค รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชายังเผยว่า กัมพูชาได้เผย 3 ประเด็นที่ยื่นต่อที่ประชุม UNSC ได้แก่
1.) แจ้งสถานการณ์ความรุนแรงชายแดน โดยเฉพาะพฤติกรรมรุกรานของกองทัพไทยที่ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมหลักฐานว่าละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา
2.) เน้นการละเมิด MoU ปี 2000 ซึ่งเป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดทำแผนที่พิกัดพรมแดน ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกัน และยังมีผลผูกพันทางกฎหมายจนถึงปัจจุบัน แต่ไทยกลับฝ่าฝืนพันธกรณี โดยอ้างสิทธิเหนือดินแดนฝ่ายเดียว
3.) เสนอแนวทางแก้ไขโดยสันติ ผ่านกลไกกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเสนอให้ส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลโลก (ICJ) ครอบคลุมพื้นที่พิพาท 4 แห่ง คือ ปราสาทตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ช ปราสาทตาควาย และพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต
กุงระบุว่า เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ได้ส่งจดหมายฉบับนี้ถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อขอเปิดประชุมฉุกเฉินภายในคืนวันศุกร์ (26 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น
รัฐบาลกัมพูชายืนยันสิทธิในการป้องกันตัวตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และปฏิเสธข้อกล่าวหาว่า เป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตี โดยยืนกรานว่า “ทุกปฏิบัติการเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตัวเอง” บนพื้นฐานของแผนที่ที่ได้รับการรับรองในสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยามปี 1904 และ 1907 และคำตัดสินของศาลโลกปี 1962 ซึ่งเคยตัดสินให้กัมพูชาชนะคดีปราสาทพระวิหาร
(Photo by Andrew Burton / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)




