แคนาดากำลังเผชิญกับการระบาดของโรคหัดที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี หลังจำนวนผู้ป่วยพุ่งทะลุ 4,500 คน ทำให้ประเทศนี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางการระบาดของโรคติดต่อดังกล่าวในทวีปอเมริกา
ข้อมูลล่าสุดจากรัฐบาลแคนาดาเมื่อวันพฤหัสบดีระบุจำนวนผู้ป่วยหัดในประเทศที่ 4,638 คน องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่าแคนาดามีผู้ป่วยหัดคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมดในทวีปอเมริกาในปี 2025
จังหวัดแอลเบอร์ตาได้รับผลกระทบหนักที่สุด
จังหวัดแอลเบอร์ตาซึ่งมีประชากรประมาณ 5 ล้านคน รายงานผู้ป่วยหัด 1,790 คน ทำให้เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ขณะที่จังหวัดออนแทรีโอซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดของแคนาดาด้วยคน 16 ล้านคน มีผู้ป่วย 2,366 คน
เพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบ สหรัฐอเมริกาซึ่งกำลังเผชิญการระบาดหัดที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 30 ปี มีผู้ป่วยยืนยัน 1,375 คนตามข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค
ปัจจัยสำคัญของการระบาด
องค์การอนามัยแปซิฟิก (PAHO) สำนักงานภูมิภาคของ WHO ระบุว่า 71% ของผู้ป่วยที่ยืนยันแล้วเป็นคนที่ไม่ได้รับวัคซีน อีก 18% เป็นผู้ที่ไม่ทราบสถานะการฉีดวัคซีน
ผู้เชี่ยวชาญแคนาดาชี้ว่าสาเหตุหลักของการระบาดครั้งนี้เกิดจากการแพร่กระจายข้อมูลผิดเกี่ยวกับวัคซีน รวมถึงอิทธิพลจากบุคคลอย่าง Robert F. Kennedy Jr. รัฐมนตรีสาธารณสุขสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับวัคซีนมาหลายทศวรรษ
ชุมชนเมนโนไนต์เป็นจุดศูนย์กลาง
การระบาดส่วนใหญ่เกิดขึ้นในชุมชนคริสเตียนอนาแบ๊พทิสต์ โดยเฉพาะกลุ่มเมนโนไนต์ที่มีประวัติความลังเลใจต่อวัคซีนมายาวนาน จุดเริ่มต้นของการระบาดเชื่อมโยงไปยังงานแต่งงานของชุมชนเมนโนไนต์ในจังหวัดนิวบรันสวิก ทางตะวันออกของประเทศ
นอกจากออนแทรีโอและแอลเบอร์ตาซึ่งมีชุมชนเมนโนไนต์ขนาดใหญ่ จังหวัดอื่นๆ พบผู้ป่วยเป็นกรณีเฉพาะที่ โดยบริติชโคลัมเบียเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากเป็นอันดับสาม ด้วยผู้ป่วย 190 คน
การระบาดครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตเพียงรายเดียว คือทารกแรกเกิดที่มารดาไม่ได้รับวัคซีน แต่ทารกคลอดก่อนกำหนดและมีปัญหาสุขภาพอื่นประกอบด้วย
หลังจากแคนาดาประกาศกำจัดโรคหัดได้สำเร็จในปี 1998 การกลับมาระบาดอย่างรุนแรงครั้งนี้สะท้อนถึงผลกระทบของการลดลงของอัตราการฉีดวัคซีนและอิทธิพลของข้อมูลเท็จในยุคดิจิทัล




