สำนักข่าว The Chosun Daily ของเกาหลีใต้รายงานว่า เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่คุ้นเคยของชาวเกาหลี กำลังเริ่มถูกมองว่าเป็น ‘แหล่งท่องเที่ยวกัญชา’ ในระยะหลังมานี้ ส่งผลให้หน่วยงานควบคุมยาเสพติดภายในประเทศเกาหลีใต้ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด
แม้ว่าในหลายๆ ประเทศจะมีการอนุญาตให้กัญชาถูกกฎหมายหรือผ่อนปรนกฎระเบียบมากขึ้น จนทำให้ความตื่นตัวและการระวังภัยลดน้อยลง แต่ก็มีความกังวลว่าผลิตภัณฑ์กัญชาที่เข้าถึงได้ง่ายเหล่านี้ อาจกลายเป็นประตูบานแรกที่นำไปสู่การเสพสารเสพติดที่รุนแรงยิ่งขึ้น
เมื่อไม่นานมานี้ ทางการไทยได้ยกระดับมาตรการให้เข้มงวดขึ้น โดยจำกัดการขายกัญชาเพื่อสันทนาการ และกำหนดให้ต้องมีใบสั่งยาสำหรับการซื้อปลีก ถึงกระนั้น บรรยากาศในพื้นที่จริงยังคงค่อนข้างหละหลวม และยังพบเห็นนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีกฎหมาย ‘ห้ามนำเข้ายาเสพติดอย่างเด็ดขาด’ เดินเข้าออกร้านกัญชาได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีท่าทีลังเล
โปรแกรมทัวร์ความยาว 2 ชั่วโมง 30 นาที ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ตั้งแต่การหว่านเมล็ด ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวและการตากแห้งในฟาร์มกัญชาออร์แกนิกซึ่งห่างจากเขตเมืองเก่าด้วยการนั่งรถยนต์ประมาณ 20 นาที กำลังเปิดให้บริการในราคาคนละ 1,000 บาท หรือคิดเป็นเงินเกาหลีประมาณ 47,000 วอน/คน
ผู้สื่อข่าวของ The Chosun Daily ถามเจ้าหน้าที่ถึงโปรแกรมทัวร์ฟาร์มกัญชาว่า : “ผมเป็นคนเกาหลี แล้วกัญชาก็เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ผมเลยกลัวที่จะเข้าร่วมทัวร์นี้”
เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่า : “มีนักท่องเที่ยวหลายคนมาจากประเทศที่กัญชาผิดกฎหมาย เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง จีน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่พวกเขาก็มาร่วมทัวร์นี้”
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า : “แล้วผมสามารถซื้อเมล็ดพันธุ์กลับไปเกาหลีได้ไหม” เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่า: “การซื้อขายในประเทศไทยนั้นเป็นไปได้ แต่คุณควรตรวจสอบกฎระเบียบของเกาหลีโดยตรง”
ประเทศไทยกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ทำให้กัญชาถูกกฎหมายในปี 2022 โดยในขณะนั้น อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ถอดกัญชาออกจากรายชื่อยาเสพติดให้โทษ เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ซบเซาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร
รัฐบาลได้ชี้แจงในเวลานั้นว่า ‘เป็นการอนุญาตอย่างจำกัด’ โดยมุ่งเน้นไปที่วัตถุประสงค์ทางการแพทย์และการวิจัยเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การซื้อขายและการบริโภคกลับแพร่ขยายอย่างรวดเร็ว ซึ่งในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด จำนวนร้านกัญชาทั่วประเทศมีมากกว่า 18,000 แห่ง
“เชียงใหม่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมกัญชาเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ เนื่องจากเชียงใหม่มีอุณหภูมิที่เย็นกว่าและมีแสงแดดส่องถึงเพียงพอ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสมต่อการเพาะปลูก”
— ผู้สื่อข่าวจาก The Chosun Daily วิเคราะห์
นอกจากนี้ การที่เชียงใหม่อยู่ใกล้กับพื้นที่ ‘สามเหลี่ยมทองคำ’ ซึ่งเป็นเขตชายแดนติดกับประเทศเมียนมาและลาว ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุน และแม้ว่าร้านกัญชาประมาณ 40% ทั่วประเทศจะปิดตัวลงไปแล้วเนื่องจากการปราบปรามและควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา แต่ในเชียงใหม่ก็ยังคงมีร้านค้าและคลินิกที่เกี่ยวข้องเปิดให้บริการอยู่หลายร้อยแห่ง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากัญชาจะเป็นสิ่งถูกกฎหมายในประเทศไทย แต่ชาวเกาหลีใต้ที่สูบกัญชาหรือนำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกลับเข้าประเทศ อาจถูกลงโทษตามกฎหมายของเกาหลีใต้ได้ เนื่องจากประเทศเกาหลีใต้ใช้หลักกฎหมาย ‘สัญชาติ’ ซึ่งมีผลบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแม้จะเกิดขึ้นในต่างประเทศก็ตาม
“ผู้ใดที่เพาะปลูก ครอบครอง ขนส่ง เก็บรักษา หรือใช้กัญชา รวมถึงผู้ที่สูบหรือบริโภคผลิตภัณฑ์กัญชา อาจต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50 ล้านวอน (ราว 1.07 ล้านบาท)”
— พระราชบัญญัติควบคุมยาเสพติดของเกาหลีใต้ระบุ
(Photo by Shutterstock / Ham patipak)





