เมื่อวันพฤหัสบดี (24 ส.ค.) ที่ผ่านมา จีนประกาศห้ามนำเข้าอาหารทะเลทั้งหมดจากญี่ปุ่นแบบครอบคลุมทันที หลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มปล่อยน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อช่วงเที่ยงของวันเดียวกัน
เจ้าหน้าที่ศุลกากรจีนกล่าวว่า จีนมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความเสี่ยงของการปนเปื้อนกัมมันตรังสีที่เกิดจากอาหารและสินค้าเกษตรของญี่ปุ่นที่ส่งออกไปยังประเทศจีน
รัฐบาลญี่ปุ่นลงนามเมื่อ 2 ปีก่อน และได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานเฝ้าระวังนิวเคลียร์ของสหประชาชาติเมื่อเดือนที่แล้ว การปล่อยดังกล่าวถือเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการที่ยาวนานและยากลำบากในการรื้อถอนโรงงานฟุกุชิมะ ไดอิจิ หลังจากที่ถูกทำลายด้วยสึนามิ อย่างไรก็ตาม จีนย้ำเมื่อวันพฤหัสบดีว่าตนต่อต้านแผนดังกล่าว และกล่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้พิสูจน์ความชอบธรรมของการปล่อยน้ำ
“ฝ่ายญี่ปุ่นไม่ควรสร้างความเสียหายต่อคนในท้องถิ่นและแม้แต่ผู้คนในโลกจากผลประโยชน์ที่เห็นแก่ตัวของตนเอง” กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี
ด้านญี่ปุ่นวิพากษ์วิจารณ์จีนที่เผยแพร่คำกล่าวอ้างที่ไม่มีมูลทางวิทยาศาสตร์ และยืนยันว่าการปล่อยน้ำนั้นปลอดภัย โดยสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ได้สรุปว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมนั้น ‘น้อยมาก’
ญี่ปุ่นส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำมูลค่าประมาณ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 หมื่นล้านบาท) ไปยังจีนในปี 2022 ทำให้เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น รองจากฮ่องกงเป็นอันดับสอง ยอดขายไปยังจีนและฮ่องกงคิดเป็น 42% ของการส่งออกสัตว์น้ำของญี่ปุ่นทั้งหมดในปี 2022
ขณะที่ฮ่องกงได้จัดตั้งทีมรัฐบาลพิเศษเพื่อติดตามและทบทวนการห้ามนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นบางชนิด
วิเวียน หลิว ปลัดกระทรวงสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาประจำฮ่องกงกล่าวว่า ทางการฮ่องกงจะเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามการนำเข้าอาหารทะเลที่มาจากญี่ปุ่น และเผยแพร่ผลตัวอย่างรังสีรายวันเพื่อให้สาธารณชนสามารถมองเห็นได้
การห้ามนำเข้าของฮ่องกงก็มีกำหนดจะมีผลตั้งแต่วันพฤหัสบดีเช่นกัน ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำนำเข้าจากภูมิภาคญี่ปุ่น ได้แก่ โตเกียว ฟุกุชิมะ ชิบะ โทจิกิ อิบารากิ กุมมะ มิยากิ นิงาตะ นากาโนะ และไซตามะ
รัฐบาลกล่าวว่า ไม่มีกำหนดเวลาว่าการห้ามดังกล่าวจะคงอยู่นานเท่าใด และการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับข้อมูลและข่าวสารจากญี่ปุ่นหลังการปลดประจำการ ทั้งนี้ ยังคงอนุญาตให้นำเข้าอาหารทะเลจากภูมิภาคอื่นๆ ของญี่ปุ่นอีก 13 แห่ง มาตรการนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีชีวิต แช่แข็ง แช่เย็นและแห้ง เกลือทะเล และสาหร่ายทะเล
ผู้ขายปลาในฮ่องกงบางราย เช่น โรเบิร์ต โฮ เจ้าของร้านขายปลาวัย 57 ปี กล่าวว่าการสั่งห้ามนี้น่าจะช่วยขายปลาในท้องถิ่นให้พวกเขาได้
“เพราะไม่มีปลาญี่ปุ่นในตลาด ปลาท้องถิ่นของเราจึงได้เปรียบ...ถ้าเรามีปลาตัวใหญ่ที่จับได้ในท้องถิ่นเรายังต้องกินปลาญี่ปุ่นอีกไหม?” เขากล่าว
ขณะที่เพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลเซียเองก็ได้ออกมาแสดงความกังวลด้วยเช่นกัน ในแถลงการณ์เมื่อวันพุธ (23 ส.ค.) มูฮัมหมัด รัดซี บิน อาบู ฮัสซัน อธิบดีกรมอนามัยของมาเลเซียกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขจะกำหนดให้มีการตรวจสอบระดับ 4 (เฝ้าระวัง) ที่จุดเริ่มต้นของประเทศสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีความเสี่ยงสูงนำเข้า จากประเทศญี่ปุ่นเพื่อการวิเคราะห์ปริมาณสารกัมมันตรังสี
นอกจากนี้เขายังพยายามให้ความมั่นใจกับสาธารณชนว่ากระทรวงสาธารณสุขของมาเลเซียติดตามกิจกรรมที่จุดเริ่มต้นของประเทศและตลาดท้องถิ่นเพื่อให้แน่ใจว่ามีการรับประกันความปลอดภัยของอาหาร
เจ้าหน้าที่ศุลกากรจีนกล่าวว่า จีนมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความเสี่ยงของการปนเปื้อนกัมมันตรังสีที่เกิดจากอาหารและสินค้าเกษตรของญี่ปุ่นที่ส่งออกไปยังประเทศจีน
รัฐบาลญี่ปุ่นลงนามเมื่อ 2 ปีก่อน และได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานเฝ้าระวังนิวเคลียร์ของสหประชาชาติเมื่อเดือนที่แล้ว การปล่อยดังกล่าวถือเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการที่ยาวนานและยากลำบากในการรื้อถอนโรงงานฟุกุชิมะ ไดอิจิ หลังจากที่ถูกทำลายด้วยสึนามิ อย่างไรก็ตาม จีนย้ำเมื่อวันพฤหัสบดีว่าตนต่อต้านแผนดังกล่าว และกล่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้พิสูจน์ความชอบธรรมของการปล่อยน้ำ
“ฝ่ายญี่ปุ่นไม่ควรสร้างความเสียหายต่อคนในท้องถิ่นและแม้แต่ผู้คนในโลกจากผลประโยชน์ที่เห็นแก่ตัวของตนเอง” กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี
ด้านญี่ปุ่นวิพากษ์วิจารณ์จีนที่เผยแพร่คำกล่าวอ้างที่ไม่มีมูลทางวิทยาศาสตร์ และยืนยันว่าการปล่อยน้ำนั้นปลอดภัย โดยสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ได้สรุปว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมนั้น ‘น้อยมาก’
ญี่ปุ่นส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำมูลค่าประมาณ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 หมื่นล้านบาท) ไปยังจีนในปี 2022 ทำให้เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น รองจากฮ่องกงเป็นอันดับสอง ยอดขายไปยังจีนและฮ่องกงคิดเป็น 42% ของการส่งออกสัตว์น้ำของญี่ปุ่นทั้งหมดในปี 2022
ขณะที่ฮ่องกงได้จัดตั้งทีมรัฐบาลพิเศษเพื่อติดตามและทบทวนการห้ามนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นบางชนิด
วิเวียน หลิว ปลัดกระทรวงสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาประจำฮ่องกงกล่าวว่า ทางการฮ่องกงจะเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามการนำเข้าอาหารทะเลที่มาจากญี่ปุ่น และเผยแพร่ผลตัวอย่างรังสีรายวันเพื่อให้สาธารณชนสามารถมองเห็นได้
การห้ามนำเข้าของฮ่องกงก็มีกำหนดจะมีผลตั้งแต่วันพฤหัสบดีเช่นกัน ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำนำเข้าจากภูมิภาคญี่ปุ่น ได้แก่ โตเกียว ฟุกุชิมะ ชิบะ โทจิกิ อิบารากิ กุมมะ มิยากิ นิงาตะ นากาโนะ และไซตามะ
รัฐบาลกล่าวว่า ไม่มีกำหนดเวลาว่าการห้ามดังกล่าวจะคงอยู่นานเท่าใด และการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับข้อมูลและข่าวสารจากญี่ปุ่นหลังการปลดประจำการ ทั้งนี้ ยังคงอนุญาตให้นำเข้าอาหารทะเลจากภูมิภาคอื่นๆ ของญี่ปุ่นอีก 13 แห่ง มาตรการนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีชีวิต แช่แข็ง แช่เย็นและแห้ง เกลือทะเล และสาหร่ายทะเล
ผู้ขายปลาในฮ่องกงบางราย เช่น โรเบิร์ต โฮ เจ้าของร้านขายปลาวัย 57 ปี กล่าวว่าการสั่งห้ามนี้น่าจะช่วยขายปลาในท้องถิ่นให้พวกเขาได้
“เพราะไม่มีปลาญี่ปุ่นในตลาด ปลาท้องถิ่นของเราจึงได้เปรียบ...ถ้าเรามีปลาตัวใหญ่ที่จับได้ในท้องถิ่นเรายังต้องกินปลาญี่ปุ่นอีกไหม?” เขากล่าว
ขณะที่เพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลเซียเองก็ได้ออกมาแสดงความกังวลด้วยเช่นกัน ในแถลงการณ์เมื่อวันพุธ (23 ส.ค.) มูฮัมหมัด รัดซี บิน อาบู ฮัสซัน อธิบดีกรมอนามัยของมาเลเซียกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขจะกำหนดให้มีการตรวจสอบระดับ 4 (เฝ้าระวัง) ที่จุดเริ่มต้นของประเทศสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีความเสี่ยงสูงนำเข้า จากประเทศญี่ปุ่นเพื่อการวิเคราะห์ปริมาณสารกัมมันตรังสี
นอกจากนี้เขายังพยายามให้ความมั่นใจกับสาธารณชนว่ากระทรวงสาธารณสุขของมาเลเซียติดตามกิจกรรมที่จุดเริ่มต้นของประเทศและตลาดท้องถิ่นเพื่อให้แน่ใจว่ามีการรับประกันความปลอดภัยของอาหาร



