เหมา หนิง โฆษกหญิงกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงว่า บางประเทศกำลังใช้มาตรการจำกัดการเดินทางขาเข้าจากต่างประเทศ โดยพุ่งเป้าอย่างจำเพาะเจาะจงมาที่นักเดินทางชาวจีน ทั้งยังเป็นการดำเนินการที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการทางวิทยาศาสตร์ และแนวทางปฏิบัติทางสาธารณสุข ถือเป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้และรัฐบาลจีนอาจมีมาตรการตอบโต้ในระดับเดียวกัน
คำกล่าวของโฆษกหญิงกระทรวงต่างประเทศของจีนมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศในยุโรป ประกาศให้ผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศจากจีน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสัญชาติใดก็ตาม ต้องแสดงผลการตรวจโควิด-19 แบบอาร์ที-พีซีอาร์ ที่เป็นลบภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่คือไม่เกิน 48 ชั่วโมง
แต่โมร็อกโกเป็นประเทศแรกของโลกซึ่งระงับการเข้าเมืองของผู้ที่เดินทางมาจากจีน ไม่ว่าจะถือสัญชาติใดก็ตาม โดยให้มีผลบังคับใช้อย่างไม่มีกำหนดตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. นี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงของการแพร่ระบาดโรคโควิด-19
คำกล่าวของโฆษกหญิงกระทรวงต่างประเทศของจีนมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศในยุโรป ประกาศให้ผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศจากจีน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสัญชาติใดก็ตาม ต้องแสดงผลการตรวจโควิด-19 แบบอาร์ที-พีซีอาร์ ที่เป็นลบภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่คือไม่เกิน 48 ชั่วโมง
แต่โมร็อกโกเป็นประเทศแรกของโลกซึ่งระงับการเข้าเมืองของผู้ที่เดินทางมาจากจีน ไม่ว่าจะถือสัญชาติใดก็ตาม โดยให้มีผลบังคับใช้อย่างไม่มีกำหนดตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. นี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงของการแพร่ระบาดโรคโควิด-19

อย่างไรก็ตาม ในช่วงฉลองส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ชาวจีนหลายพันคนออกมาตามท้องถนนเพื่อร่วมฉลอง ขณะที่ภาครัฐก็พยายามสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนว่าสามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 และว่าการระบาดเข้าใกล้จุดสูงสุดแล้ว
ชาวจีนจำนวนมากตามเมืองใหญ่ของจีนยังคงอยู่กับบ้านหวั่นเชื้อไวรัสระบาดกันต่อไป ขณะที่มีบางส่วนออกมาฉลองการก้าวสู่ปีใหม่ เช่นในเมืองอู่ฮั่น ที่พบผู้ติดเชื้อโควิดรายแรกของโลก เริ่มผ่อนคลายความกังวลเกี่ยวกับโควิดไปแล้ว แต่ยังมีรายงานผู้คนต่อคิวตามห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นที่รองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของโรงพยาบาลในอู่ฮั่น
การเปลี่ยนมาตรการควบคุมโควิดจากเข้มงวดสุดเป็นผ่อนคลายสุด และความแม่นยำในการเก็บตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิดของทางการจีน ถูกจับตาและถูกตั้งข้อสังเกตทั้งในและต่างประเทศ ส่วนยอดผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นก็สร้างความกังวลถึงสุขภาพด้านเศรษฐกิจของจีน
ข้อมูลวันที่ 31 ธ.ค. 2022 ระบุว่า จีนพบผู้เสียชีวิตจากโควิด 1 คน และในวันศุกร์ (30 ธ.ค.) ก็พบเสียชีวิตจากโควิดเพียงแค่ 1 คน ขณะที่ยอดเสียชีวิตรวมอยู่ที่ 5,249 คน และติดเชื้อใหม่เมื่อวันเสาร์ (31 ธ.ค.) อยู่ที่ 5,138 คน ถือว่าต่ำกว่าประเทศใหญ่ๆ ทั่วโลก และทางการจีนปฏิเสธเรื่องการรายงานตัวเลขติดเชื้อและเสียชีวิตที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาโดยตลอด
ด้านการเมืองกวางโจว ระบุในวันอาทิตย์ (1 ม.ค.) ว่า ยอดผู้ติดเชื้อในพื้นที่อาจพุ่งขึ้นเป็น 60,000 คนต่อวัน จากที่ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อใหม่ราว 19,000 คนต่อวัน
สำนักข่าวซินหัว กระบอกเสียงของทางการจีน รายงานในวันอาทิตย์ว่า ยุทธศาสตร์โควิดของทางการจีนในปัจจุบันมีการวางแผน และเป็นวิธีที่อยู่บนพื้นฐานของหลักวิทยาศาสตร์ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของไวรัส
นอกจากนี้ ซินหัว ยังรายงานว่า จีนเร่งกำลังการผลิตยาเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเดือนที่แล้ว ทั้งยาแก้ปวดแบบไอบรูโพรเฟน และพาราเซตามอล โดยมีการผลิตราว 190 ล้านเม็ดต่อวัน เพิ่มขึ้น 5 เท่าตัวจากต้นเดือนธ.ค. และยังเพิ่มกำลังการผลิตชุดตรวจโควิดแบบแอนติเจนมากขึ้นเกือบเท่าตัวที่ 110 ล้านชุดต่อวัน
ด้านโกลบอลไทม์ส หนังสือพิมพ์ของทางการจีน วิพากษ์วิจารณ์การที่หลายประเทศออกมากำหนดให้ต้องมีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ก่อนเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวจีน หลังมีรายงานผู้ติดเชื้อในประเทศจีนพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางความเป็นไปได้ที่จีนจะเปิดให้ชาวจีนกลับมาเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศอีกครั้งในต้นปีหน้า
โกลบอลไทม์ส ระบุว่า ความตั้งใจที่แท้จริงคือการบ่อนทำลายความพยายามในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอด 3 ปีของจีน และโจมตีระบบของประเทศจีนด้วย พร้อมระบุว่าข้อจำกัดดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักเหตุและผล ทั้งยังเป็นการเลือกปฏิบัติ
ส่วนกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงชี้แจงสาเหตุที่จีนยังไม่รับข้อเสนอจากสหภาพยุโรป (อียู) ที่จะมอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับจีนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยควบคุมการแพร่ระบาดว่า “นับตั้งแต่ที่เข้าสู่ช่วงใหม่ของการใช้มาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 จีนได้เพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และเพิ่มกำลังการผลิตยาเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอ โดยเราได้เปิดไลน์การผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยสามารถผลิตวัคซีนได้มากกว่า 7 ล้านโดสต่อปี”
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า สถานการณ์การป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของจีนมีความแม่นยำและควบคุมได้ ซึ่งจีนพร้อมให้ความร่วมมือกับประชาคมโลกในการรับมือกับการแพร่ระบาดเพื่อปกป้องชีวิตและสุขภาพของประชาชน
ชาวจีนจำนวนมากตามเมืองใหญ่ของจีนยังคงอยู่กับบ้านหวั่นเชื้อไวรัสระบาดกันต่อไป ขณะที่มีบางส่วนออกมาฉลองการก้าวสู่ปีใหม่ เช่นในเมืองอู่ฮั่น ที่พบผู้ติดเชื้อโควิดรายแรกของโลก เริ่มผ่อนคลายความกังวลเกี่ยวกับโควิดไปแล้ว แต่ยังมีรายงานผู้คนต่อคิวตามห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นที่รองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของโรงพยาบาลในอู่ฮั่น
การเปลี่ยนมาตรการควบคุมโควิดจากเข้มงวดสุดเป็นผ่อนคลายสุด และความแม่นยำในการเก็บตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิดของทางการจีน ถูกจับตาและถูกตั้งข้อสังเกตทั้งในและต่างประเทศ ส่วนยอดผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นก็สร้างความกังวลถึงสุขภาพด้านเศรษฐกิจของจีน
ข้อมูลวันที่ 31 ธ.ค. 2022 ระบุว่า จีนพบผู้เสียชีวิตจากโควิด 1 คน และในวันศุกร์ (30 ธ.ค.) ก็พบเสียชีวิตจากโควิดเพียงแค่ 1 คน ขณะที่ยอดเสียชีวิตรวมอยู่ที่ 5,249 คน และติดเชื้อใหม่เมื่อวันเสาร์ (31 ธ.ค.) อยู่ที่ 5,138 คน ถือว่าต่ำกว่าประเทศใหญ่ๆ ทั่วโลก และทางการจีนปฏิเสธเรื่องการรายงานตัวเลขติดเชื้อและเสียชีวิตที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาโดยตลอด
ด้านการเมืองกวางโจว ระบุในวันอาทิตย์ (1 ม.ค.) ว่า ยอดผู้ติดเชื้อในพื้นที่อาจพุ่งขึ้นเป็น 60,000 คนต่อวัน จากที่ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อใหม่ราว 19,000 คนต่อวัน
สำนักข่าวซินหัว กระบอกเสียงของทางการจีน รายงานในวันอาทิตย์ว่า ยุทธศาสตร์โควิดของทางการจีนในปัจจุบันมีการวางแผน และเป็นวิธีที่อยู่บนพื้นฐานของหลักวิทยาศาสตร์ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของไวรัส
นอกจากนี้ ซินหัว ยังรายงานว่า จีนเร่งกำลังการผลิตยาเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเดือนที่แล้ว ทั้งยาแก้ปวดแบบไอบรูโพรเฟน และพาราเซตามอล โดยมีการผลิตราว 190 ล้านเม็ดต่อวัน เพิ่มขึ้น 5 เท่าตัวจากต้นเดือนธ.ค. และยังเพิ่มกำลังการผลิตชุดตรวจโควิดแบบแอนติเจนมากขึ้นเกือบเท่าตัวที่ 110 ล้านชุดต่อวัน
ด้านโกลบอลไทม์ส หนังสือพิมพ์ของทางการจีน วิพากษ์วิจารณ์การที่หลายประเทศออกมากำหนดให้ต้องมีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ก่อนเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวจีน หลังมีรายงานผู้ติดเชื้อในประเทศจีนพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางความเป็นไปได้ที่จีนจะเปิดให้ชาวจีนกลับมาเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศอีกครั้งในต้นปีหน้า
โกลบอลไทม์ส ระบุว่า ความตั้งใจที่แท้จริงคือการบ่อนทำลายความพยายามในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอด 3 ปีของจีน และโจมตีระบบของประเทศจีนด้วย พร้อมระบุว่าข้อจำกัดดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักเหตุและผล ทั้งยังเป็นการเลือกปฏิบัติ
ส่วนกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงชี้แจงสาเหตุที่จีนยังไม่รับข้อเสนอจากสหภาพยุโรป (อียู) ที่จะมอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับจีนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยควบคุมการแพร่ระบาดว่า “นับตั้งแต่ที่เข้าสู่ช่วงใหม่ของการใช้มาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 จีนได้เพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และเพิ่มกำลังการผลิตยาเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอ โดยเราได้เปิดไลน์การผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยสามารถผลิตวัคซีนได้มากกว่า 7 ล้านโดสต่อปี”
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า สถานการณ์การป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของจีนมีความแม่นยำและควบคุมได้ ซึ่งจีนพร้อมให้ความร่วมมือกับประชาคมโลกในการรับมือกับการแพร่ระบาดเพื่อปกป้องชีวิตและสุขภาพของประชาชน

ทั้งนี้ ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนทั่วโลกมีมูลค่าปีละกว่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
หลังจากจีนประกาศผ่อนคลายมาตรการด้านโควิด หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของจีน ก็เปิดให้ชาวจีนที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศ สามารถทำหนังสือเดินทางได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2023 เป็นต้นไป
ข้อมูลจากเว็บไซต์ข้อมูลท่องเที่ยว Trip.com พบว่า เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหลังจีนประกาศยกเลิกกฎบังคับกักตัวเมื่อเดินทางเข้าประเทศ ยอดการค้นหาทริปเดินทางต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คือปี 2021
บางเว็บไซต์ยอดค้นหาทริปเดินทางต่างประเทศเพิ่มขึ้น 7 เท่าภายใน 15 นาที และประเทศจุดหมายปลายทางที่เป็นคำค้นยอดนิยม คือ ญี่ปุ่น ไทย และเกาหลีใต้ โดย10 ประเทศแรกที่คนจีนอยากไปเยือนมากที่สุด เรียงลำดับ ดังนี้คือ ญี่ปุ่น ไทย เกาหลีใต้ สหรัฐฯ สิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย อังกฤษ มาเก๊า และฮ่องกง
Trip.com Group ระบุว่า การเตรียมกลับมาเปิดประเทศของจีนในครั้งนี้ ก็เพื่อรองรับแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีน ซึ่งตรงกับช่วงปลายเดือนม.ค.นี้
หลังจากจีนประกาศผ่อนคลายมาตรการด้านโควิด หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของจีน ก็เปิดให้ชาวจีนที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศ สามารถทำหนังสือเดินทางได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2023 เป็นต้นไป
ข้อมูลจากเว็บไซต์ข้อมูลท่องเที่ยว Trip.com พบว่า เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหลังจีนประกาศยกเลิกกฎบังคับกักตัวเมื่อเดินทางเข้าประเทศ ยอดการค้นหาทริปเดินทางต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คือปี 2021
บางเว็บไซต์ยอดค้นหาทริปเดินทางต่างประเทศเพิ่มขึ้น 7 เท่าภายใน 15 นาที และประเทศจุดหมายปลายทางที่เป็นคำค้นยอดนิยม คือ ญี่ปุ่น ไทย และเกาหลีใต้ โดย10 ประเทศแรกที่คนจีนอยากไปเยือนมากที่สุด เรียงลำดับ ดังนี้คือ ญี่ปุ่น ไทย เกาหลีใต้ สหรัฐฯ สิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย อังกฤษ มาเก๊า และฮ่องกง
Trip.com Group ระบุว่า การเตรียมกลับมาเปิดประเทศของจีนในครั้งนี้ ก็เพื่อรองรับแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีน ซึ่งตรงกับช่วงปลายเดือนม.ค.นี้



