ตอนนี้ทางการจีนประกาศลดจำนวนสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากกว่า 30,000 จุด เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. เหลือเพียงประมาณ 4,500 จุดในวันที่ 12 ธ.ค. ถือว่าลดลงกว่า 85% โดยเปิดพื้นที่ที่เคยถูกล็อกดาวน์ให้กลับมาเข้า-ออกได้ รวมถึงพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งโรงงานบริษัทฟ็อกซ์คอนน์ ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ของบริษัทแอปเปิล หลังจากที่ก่อนหน้านี้ พนักงานหลายพันคนพากันหนีออกจากโรงงานแห่งนี้เพราะกลัวถูกล็อกดาวน์ จนทำให้การผลิตหยุดชะงัก
โรงงานผลิตไอโฟนของฟ็อกซ์คอนน์ในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน อยู่ภายใต้การล็อกดาวน์เมื่อช่วงช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ซึ่งเป็นการกักตัวบุคคลในพื้นที่ที่เผชิญกับการระบาดของโรคโควิด-19 และกรณีนี้ส่งผลให้พนักงานบางส่วนตัดสินใจหลบหนีออกจากโรงงานด้วยการเดินเท้าออกมา
พื้นที่ความเสี่ยงสูงจะถูกปลดจากมาตรการล็อกดาวน์เมื่อไม่พบผู้ติดเชื้อใหม่เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์มองว่า การที่จีนเริ่มเปลี่ยนมาอยู่ร่วมกับโควิดจะลดโอกาสในการล็อกดาวน์ที่เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง
โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของไทย ฮ่องกง และสิงคโปร์ จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการเปิดประเทศของจีน โดยขณะนี้ทางการจีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 และมีแนวโน้มที่จะเปิดประเทศในไม่ช้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนอุปสงค์การส่งออกและการเดินทางระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังเตรียมเลิกใช้แอปพลิเคชันติดตามผู้เดินทางไปพื้นที่เสี่ยงสูง หลังรัฐบาลทยอยผ่อนคลายนโยบายควบคุมโควิด-19 ที่เข้มงวด โดยทางการจีนเปิดเผยผ่านบัญชีวีแชต (WeChat) ว่า ตั้งแต่เที่ยงคืนวันอังคาร (13 ธ.ค.) จะยกเลิกแอปพลิเคชันติดตามการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงสูงจากสัญญาณโทรศัพท์ หลังใช้มานานกว่า 2 ปี
แอปฯ ดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินนโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีน ซึ่งกำหนดให้ผู้ใช้ต้องใส่หมายเลขโทรศัพท์ของตัวเอง เพื่อยืนยันสถานะตัวเองว่าได้ไปในพื้นที่เสี่ยงสูงในช่วงเวลา 14 วันที่ผ่านมาหรือไม่ ก่อนเดินทางข้ามมณฑล หรือเข้าร่วมงานต่างๆ
การตัดสินใจนี้มีขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่จีนประกาศยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์เป็นวงกว้าง และมาตรการบังคับกักตัวในศูนย์กักตัวของส่วนกลาง รวมถึงผ่อนคลายข้อกำหนดเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อหลายประการ
ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของจีนที่ทางการรายงานก็ลดลงอย่างมากจากที่เคยทำสถิติสูงสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ นับจนถึงวันอาทิตย์ (11 ธ.ค.) อยู่ที่ 8,838 คน
แต่นายแพทย์จง หนานซาน ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจของจีน ก็เตือนผ่านสื่อทางการจีนว่า เชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยที่ระบาดอยู่ในประเทศขณะนี้ สามารถแพร่ติดต่อได้รวดเร็ว และอาจทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นได้ โดยผู้ติดเชื้อ 1 คน สามารถแพร่เชื้อต่อไปได้อีก 22 คน และไม่ว่าจะป้องกันหรือควบคุมเข้มงวดแค่ไหน ก็เป็นเรื่องยากที่จะตัดวงจรการระบาดได้อย่างสิ้นเชิง
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการระบบทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ ไอ เจ็บคอ และไข้ และน้อยมากที่จะพบอาการปวดบวม โดยผู้ป่วย 99% จะหายดีภายในเวลา 1 สัปดาห์
ขณะที่ข้อมูลซึ่งเผยแพร่โดยนายแพทย์สู่ เหวินปอ ผู้อำนวยการสถาบันป้องกันและควบคุมโรคไวรัสศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน ระบุว่า เชื้อสายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังระบาดในจีนขณะนี้ เป็นสายพันธุ์ย่อย BA.5.2 และ BF.7 โดย BA.5.2 พบการระบาดใน 31 มณฑล ขณะที่ BF.7 พบการระบาดใน 24 มณฑล
โรงงานผลิตไอโฟนของฟ็อกซ์คอนน์ในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน อยู่ภายใต้การล็อกดาวน์เมื่อช่วงช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ซึ่งเป็นการกักตัวบุคคลในพื้นที่ที่เผชิญกับการระบาดของโรคโควิด-19 และกรณีนี้ส่งผลให้พนักงานบางส่วนตัดสินใจหลบหนีออกจากโรงงานด้วยการเดินเท้าออกมา
พื้นที่ความเสี่ยงสูงจะถูกปลดจากมาตรการล็อกดาวน์เมื่อไม่พบผู้ติดเชื้อใหม่เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์มองว่า การที่จีนเริ่มเปลี่ยนมาอยู่ร่วมกับโควิดจะลดโอกาสในการล็อกดาวน์ที่เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง
โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของไทย ฮ่องกง และสิงคโปร์ จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการเปิดประเทศของจีน โดยขณะนี้ทางการจีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 และมีแนวโน้มที่จะเปิดประเทศในไม่ช้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนอุปสงค์การส่งออกและการเดินทางระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังเตรียมเลิกใช้แอปพลิเคชันติดตามผู้เดินทางไปพื้นที่เสี่ยงสูง หลังรัฐบาลทยอยผ่อนคลายนโยบายควบคุมโควิด-19 ที่เข้มงวด โดยทางการจีนเปิดเผยผ่านบัญชีวีแชต (WeChat) ว่า ตั้งแต่เที่ยงคืนวันอังคาร (13 ธ.ค.) จะยกเลิกแอปพลิเคชันติดตามการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงสูงจากสัญญาณโทรศัพท์ หลังใช้มานานกว่า 2 ปี
แอปฯ ดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินนโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีน ซึ่งกำหนดให้ผู้ใช้ต้องใส่หมายเลขโทรศัพท์ของตัวเอง เพื่อยืนยันสถานะตัวเองว่าได้ไปในพื้นที่เสี่ยงสูงในช่วงเวลา 14 วันที่ผ่านมาหรือไม่ ก่อนเดินทางข้ามมณฑล หรือเข้าร่วมงานต่างๆ
การตัดสินใจนี้มีขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่จีนประกาศยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์เป็นวงกว้าง และมาตรการบังคับกักตัวในศูนย์กักตัวของส่วนกลาง รวมถึงผ่อนคลายข้อกำหนดเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อหลายประการ
ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของจีนที่ทางการรายงานก็ลดลงอย่างมากจากที่เคยทำสถิติสูงสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ นับจนถึงวันอาทิตย์ (11 ธ.ค.) อยู่ที่ 8,838 คน
แต่นายแพทย์จง หนานซาน ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจของจีน ก็เตือนผ่านสื่อทางการจีนว่า เชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยที่ระบาดอยู่ในประเทศขณะนี้ สามารถแพร่ติดต่อได้รวดเร็ว และอาจทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นได้ โดยผู้ติดเชื้อ 1 คน สามารถแพร่เชื้อต่อไปได้อีก 22 คน และไม่ว่าจะป้องกันหรือควบคุมเข้มงวดแค่ไหน ก็เป็นเรื่องยากที่จะตัดวงจรการระบาดได้อย่างสิ้นเชิง
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการระบบทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ ไอ เจ็บคอ และไข้ และน้อยมากที่จะพบอาการปวดบวม โดยผู้ป่วย 99% จะหายดีภายในเวลา 1 สัปดาห์
ขณะที่ข้อมูลซึ่งเผยแพร่โดยนายแพทย์สู่ เหวินปอ ผู้อำนวยการสถาบันป้องกันและควบคุมโรคไวรัสศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน ระบุว่า เชื้อสายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังระบาดในจีนขณะนี้ เป็นสายพันธุ์ย่อย BA.5.2 และ BF.7 โดย BA.5.2 พบการระบาดใน 31 มณฑล ขณะที่ BF.7 พบการระบาดใน 24 มณฑล

ด้านทีมนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ นำโดยหุย ชาน คาดการณ์ว่า การเปิดประเทศของจีนจะช่วยหนุนตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยให้ขยายตัวประมาณ 2.9% หนุนจีดีพีฮ่องกงให้ขยายตัว 7.6% และช่วยหนุนจีดีพีของสิงคโปร์ให้ขยายตัว 1.2% โดยคาดว่าการที่จีนเปิดประเทศจะช่วยให้การส่งออกและรายได้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศเหล่านี้ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การคาดการณ์ดังกล่าวของโกลด์แมน แซคส์ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า การเปิดประเทศของจีนจะช่วยหนุนอุปสงค์ภายในประเทศจีนให้ขยายตัว 5% และเป็นแรงผลักดันให้ทริปการเดินทางระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับเดียวกับในปี 2562
“การเปิดประเทศของจีนมีแนวโน้มที่จะสร้างผลกระทบในเชิงบวกต่อการเดินทางระหว่างประเทศมากที่สุด รองลงมาคือช่วยสนับสนุนตัวเลขการนำเข้าสินค้าให้ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง” ทีมนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ระบุ
รายงานของโกลด์แมน แซคส์ชิ้นนี้ ยังระบุด้วยว่า การใช้จ่ายด้านการเดินทางของไทยจะมีส่วนช่วยสนับสนุนตัวเลขจีดีพีในอัตราส่วน 3% และการใช้จ่ายด้านการเดินทางของฮ่องกงจะเป็นปัจจัยหนุนตัวเลขจีดีพีในอัตราส่วน 6% พร้อมระบุว่า ผลกระทบเชิงบวกเหล่านี้อาจจะแข็งแกร่งขึ้นอีกหากความต้องการการเดินทางของชาวจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่รัฐบาลจีนได้สั่งปิดพรมแดนเป็นเวลานานถึง 3 ปี
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การคาดการณ์ดังกล่าวของโกลด์แมน แซคส์ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า การเปิดประเทศของจีนจะช่วยหนุนอุปสงค์ภายในประเทศจีนให้ขยายตัว 5% และเป็นแรงผลักดันให้ทริปการเดินทางระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับเดียวกับในปี 2562
“การเปิดประเทศของจีนมีแนวโน้มที่จะสร้างผลกระทบในเชิงบวกต่อการเดินทางระหว่างประเทศมากที่สุด รองลงมาคือช่วยสนับสนุนตัวเลขการนำเข้าสินค้าให้ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง” ทีมนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ระบุ
รายงานของโกลด์แมน แซคส์ชิ้นนี้ ยังระบุด้วยว่า การใช้จ่ายด้านการเดินทางของไทยจะมีส่วนช่วยสนับสนุนตัวเลขจีดีพีในอัตราส่วน 3% และการใช้จ่ายด้านการเดินทางของฮ่องกงจะเป็นปัจจัยหนุนตัวเลขจีดีพีในอัตราส่วน 6% พร้อมระบุว่า ผลกระทบเชิงบวกเหล่านี้อาจจะแข็งแกร่งขึ้นอีกหากความต้องการการเดินทางของชาวจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่รัฐบาลจีนได้สั่งปิดพรมแดนเป็นเวลานานถึง 3 ปี

นอกจากนี้ โกลด์แมน แซคส์ยังคาดการณ์ว่า ความต้องการน้ำมันในจีนที่เพิ่มขึ้นหลังมีการเปิดประเทศนั้น จะเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้น 15 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แต่การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันจะส่งผลกระทบด้านลบต่อบางประเทศ เช่น สิงคโปร์และฮ่องกง
ในด้านตลาดหุ้น ทีมนักวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ นำโดย ลอรา หว่อง เผยรายงานวิจัยล่าสุดที่บ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นจีนมีแนวโน้มที่จะทำผลงานโดดเด่นที่สุดในบรรดาประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่และตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากความมุ่งมั่นของจีนที่จะเปิดประเทศ จะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
“เราคาดว่าการที่รัฐบาลจีนดำเนินการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง และอีกหลากหลายปัจจัยจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในตลาดหุ้นจีน” ทีมนักวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ ระบุ
รายงานชิ้นนี้ ยังระบุด้วยว่า มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในตลาด ChiNext และตลาด A-share ของจีนเพิ่มขึ้น 25% และ 19% ตามลำดับในระหว่างวันที่ 1-7 ธ.ค.
ทั้งนี้ มอร์แกน สแตนลีย์ เริ่มกลับมามีมุมมองที่ดีขึ้นต่อตลาดหุ้นจีนอีกครั้ง โดยล่าสุดได้ปรับเพิ่มน้ำหนักความน่าลงทุนของตลาดหุ้นจีนขึ้นสู่ระดับ ‘Overweight’ จากระดับ ‘Equal Weight’
ในด้านตลาดหุ้น ทีมนักวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ นำโดย ลอรา หว่อง เผยรายงานวิจัยล่าสุดที่บ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นจีนมีแนวโน้มที่จะทำผลงานโดดเด่นที่สุดในบรรดาประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่และตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากความมุ่งมั่นของจีนที่จะเปิดประเทศ จะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
“เราคาดว่าการที่รัฐบาลจีนดำเนินการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง และอีกหลากหลายปัจจัยจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในตลาดหุ้นจีน” ทีมนักวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ ระบุ
รายงานชิ้นนี้ ยังระบุด้วยว่า มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในตลาด ChiNext และตลาด A-share ของจีนเพิ่มขึ้น 25% และ 19% ตามลำดับในระหว่างวันที่ 1-7 ธ.ค.
ทั้งนี้ มอร์แกน สแตนลีย์ เริ่มกลับมามีมุมมองที่ดีขึ้นต่อตลาดหุ้นจีนอีกครั้ง โดยล่าสุดได้ปรับเพิ่มน้ำหนักความน่าลงทุนของตลาดหุ้นจีนขึ้นสู่ระดับ ‘Overweight’ จากระดับ ‘Equal Weight’



