รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนที่วิ่งอยู่บนท้องถนนในปัจจุบัน มีอายุเฉลี่ยเพียง 1.8 ปีเท่านั้น เมื่อเทียบกับรถยนต์ใช้น้ำมันที่มีอายุเฉลี่ยสูงถึง 8.2 ปี
“ตัวเลขอายุการใช้งานของรถ EV ดังกล่าว สั้นกว่าระยะเวลาที่ผู้บริโภคหลายคนใช้โทรศัพท์มือถือเสียด้วยซ้ำ”
— หนังสือพิมพ์ 21st Century Business Herald รายงานอ้างอิงข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) และบริษัทที่ปรึกษา Hejun Consulting ระบุ
ปัจจัยที่ทำให้เจ้าของรถเปลี่ยนรถใหม่เร็วขึ้น เป็นเพราะการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ และชิปประมวลผล ซึ่งช่วยเร่งให้เกิดการตกรุ่นและการอัปเกรดโมเดลใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ราคาขายต่อที่ร่วงลงอย่างมากก็มีส่วนกระตุ้นให้คนเปลี่ยนรถไวขึ้น โดยรายงานระบุว่า รถ EV ที่ผ่านการใช้งานไป 3 ปี จะมีมูลค่าเหลือเพียง 43.35% ของราคาซื้อตั้งต้น ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไปในระยะเวลาเท่ากัน
กลุ่มผู้ซื้ออายุต่ำกว่า 35 ปี ถือเป็นฐานลูกค้าหลักของรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) โดยคนกลุ่มนี้มักจะให้ความสำคัญกับระบบขับขี่อัจฉริยะและประสบการณ์การใช้งานระบบดิจิทัลเป็นอันดับแรกๆ
นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ 21st Century Business Herald ยังอ้างอิงข้อมูลจาก ‘ต่งเชอตี้’ แพลตฟอร์มด้านยานยนต์ของจีน ซึ่งระบุว่า “เจ้าของรถ EV ถึง 43% ตัดสินใจเปลี่ยนรถคันใหม่ ด้วยเหตุผลหลักคือ ‘ต้องการอัปเกรดฟีเจอร์อัจฉริยะต่างๆ และเพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น’”
เมื่อความล้ำสมัยของ EV มาพร้อมกับปัญหา
รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของจีนที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ซึ่งบางคันมีความยาวกว่า 5 เมตรและหนักถึง 3 ตัน กำลังสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับถนนหนทางในประเทศ ขณะเดียวกันก็ทำให้รัฐบาลขาดรายได้จากภาษีน้ำมันที่จะนำมาใช้ซ่อมบำรุงถนนเหล่านั้น
ชุย ตงซู่ เลขาธิการสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) เปิดเผยว่า 6 ใน 10 ของรถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีความยาวเกินกว่า 5 เมตร (16 ฟุต) ซึ่งยาวพอๆ กับรถ SUV รุ่น Ford Explorer
ในทางกลับกัน รถยนต์ขนาดกะทัดรัดที่มีความยาวต่ำกว่า 4.5 เมตร กลับมีสัดส่วนเพียง 2% ของรถรุ่นใหม่ทั้งหมด ซึ่งลดลงอย่างมากจากปีที่แล้วที่มีสัดส่วนอยู่ 13%
ความนิยมในรถยนต์คันใหญ่และน้ำหนักมากเช่นนี้ กำลังสร้างความยากลำบากทางการคลังให้กับรัฐบาลท้องถิ่นของจีน เนื่องจากรัฐบาลจีนเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณสร้างทางหลวงสายหลัก และเป็นผู้จัดเก็บภาษีน้ำมันเพื่อแจกจ่ายไปยังหน่วยงานส่วนท้องถิ่นสำหรับซ่อมแซมถนน
แต่ในปัจจุบัน รายได้ส่วนนี้กำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ เพราะรถ EV ซึ่งมักจะมีน้ำหนักมากกว่ารถใช้น้ำมัน ได้เข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายต่อพื้นผิวถนนมากขึ้น เหตุการณ์นี้จึงเพิ่มน้ำหนักให้รัฐบาลต้องปฏิรูประบบการหาเงินทุนมาดูแลถนนใหม่ ซึ่งอาจรวมถึงการพิจารณาใช้มาตรการต่างๆ เช่น การจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ถนนตามระยะทางการขับขี่จริง
ความตึงเครียดทางการเงินนี้ กำลังผลักให้เครือข่ายถนนของจีนเข้าสู่จุดวิกฤตแล้ว โดยผลการศึกษาจากหน่วยงานวิจัยของกระทรวงคมนาคมจีนพบว่า “ในแต่ละปี จีนต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนงบประมาณในการดูแลและจัดการถนนทั่วไปสูงถึงประมาณ 50% ส่งผลให้ถนนในท้องถิ่นราว 40% กำลังติดอยู่ในคอขวดขั้นวิกฤต ซึ่งรายงานระบุถึงสถานการณ์นี้ไว้ว่า เป็นถนนที่มีชื่ออยู่ในบัญชีที่ต้องซ่อมบำรุง แต่ไม่มีเงินทุนให้ และเป็นถนนที่ต้องซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน แต่กลับไร้งบประมาณ”
ขณะที่สื่อรัฐบาลจีนได้กระโดดเข้าร่วมวงวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้เช่นกัน โดยเรียกร้องให้ค่ายรถยนต์ต่างๆ ลดขนาดของรถที่ใหญ่เกินไปลง และยุติสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า ‘การแข่งขันสะสมน้ำหนักรถยนต์อันแสนอันตราย’
เมื่อเดือนที่แล้ว หนังสือพิมพ์ The People’s Daily สื่อหลักของพรรคอมมิวนิสต์จีน ได้ชี้ให้เห็นว่า “ขนาดของรถยนต์มีการขยายใหญ่ขึ้นอย่างน่ากลัวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแห่ขยายขนาดรถตามๆ กันอย่างหลับหูหลับตา ไม่เพียงแต่ทำให้เบาะนั่งแถวที่สามกลายเป็นแค่ลูกเล่นที่ใช้งานจริงไม่ได้เท่านั้น แต่ยังขัดกับโครงสร้างพื้นฐานของเมืองในปัจจุบัน และยิ่งทำให้การใช้พลังงานโดยรวมพุ่งสูงขึ้นอีกด้วย”
ขณะเดียวกัน สำนักข่าว CCTV ก็นำเสนอสกู๊ปข่าวซีรีส์ชุด ‘จะหยุดยั้งรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ไม่ให้พากันอ้วนขึ้นได้อย่างไร’ โดยวิจารณ์ว่ากระแสนี้ถือเป็นก้าวที่ถอยหลังลงคลองของการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งในรายงานระบุว่า “ขนาดของตัวรถที่ใหญ่โตมโหฬารนั้นเป็นเพียง ‘ภาพสะท้อนที่บิดเบี้ยวของความต้องการตลาดระยะสั้นและกลยุทธ์การแข่งขันเท่านั้น’” พร้อมตั้งคำถามว่า “ตลาดจะทนแบกรับกระแสนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน”
คนจีนเริ่มหันมาซื้อ EV ขนาดฟูลไซส์มากขึ้น
จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังหาวิธีจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่มาแทนที่ภาษีน้ำมัน ในขณะที่รถ EV ออกสู่ท้องถนนมากขึ้น เพราะเวลานี้ในไอซ์แลนด์ ผู้ขับขี่ทุกคนต้องรายงานตัวเลขระยะทางบนหน้าปัดรถยนต์อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราประมาณ 6 เซนต์ต่อไมล์ (ราว 1.3 บาทต่อกิโลเมตร)
ส่วนที่นิวซีแลนด์ เจ้าของรถ EV ต้องซื้อใบอนุญาตใช้งานถนน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 44 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,500 บาท) ต่อระยะทาง 1,000 กิโลเมตร ขณะที่ประเทศอื่นๆ เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการต่อทะเบียนประจำปีที่สูงขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด
อย่างไรก็ตาม ในประเทศจีน รถคันใหญ่ยังคงถูกมองว่าเป็นสิ่งแสดงฐานะทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคารถไซส์ใหญ่เหล่านี้ไม่ได้แพงกว่ารถขนาดกลางมากมายนัก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ รถ SUV เรือธงรุ่นใหม่ของค่ายบีวายดี (BYD) อย่าง ‘Great Tang’ แบบ 7 ที่นั่ง ซึ่งตัวรถมีความยาวมากถึง 5.3 เมตร และมีน้ำหนักตัวถังเปล่าสูงถึง 2,970 กิโลกรุม (เกือบ 3 ตัน) แต่กลับเปิดราคาเริ่มต้นเพียง 239,900 หยวน (ประมาณ 1.1-1.2 ล้านบาท) เท่านั้น
ค่ายรถยนต์ต่างๆ พากันใส่แบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่และหนักขึ้นเพื่อลบความกังวลเรื่องระยะทางขับขี่ของผู้ใช้ ซ้ำยังอัดสิ่งอำนวยความสะดวกเข้าไปแน่นคัน ทั้งตู้เย็นและระบบความบันเทิงแบบหลายหน้าจอเพื่อดึงดูดใจผู้ซื้อ ซึ่งภาพนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ที่รถ EV ที่ขายดีที่สุดในจีนคือ รถขนาดจิ๋วอย่างรุ่น ‘Hongguang Mini’
“พอไม่มีมาตรการลงโทษทางภาษีแบบเดิมที่เคยเก็บจากพวกรถเครื่องยนต์ใหญ่และกินน้ำมันสูง รถ EV จึงขยายขนาดใหญ่ขึ้นตามกลไกธรรมชาติ นอกจากนี้ การแข่งขันหั่นราคาอย่างดุเดือดของค่ายรถยนต์ต่างๆ ยังทำให้ในแง่ของความคุ้มค่าทางการเงินแล้ว ผู้บริโภคไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปซื้อรถคันที่เล็กกว่าเลย”
— จู อวี่หลง ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษา Zhineng Auto ในเซี่ยงไฮ้ กล่าว
(Photo by Hector RETAMAL / AFP)





