สังคมสูงวัยเปลี่ยนธุรกิจ จากเคยทำสินค้าเด็กต้องปรับมารองรับผู้สูงวัยแทน

21 ก.ค. 2567 - 10:00

  • ปัจจุบัน ประชากรสูงวัยในจีนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของประชากรทั้งประเทศ 

  • มีการคาดการณ์ว่า สัดส่วนประชากรสูงวัยในจีนจะเพิ่มอีกเป็นเกือบ 1 ใน 3 เมื่อถึงปี 2035   

  • จีนเตรียมตั้งระบบดูแลผู้สูงอายุแห่งชาติ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำกันมากเกินไป 

china_kindergartens_pivot_senior_care_ageing_population_SPACEBAR_Hero_0ab187a0e7.jpg

ตอนนี้หลายประเทศเจอปัญหาที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือปัญหาความไม่สมดุลด้านประชากร จำนวนประชากรเกิดใหม่มีน้อย และประชากรสูงวัยอายุยืนขึ้นมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งปัญหานี้ ส่งผลให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนทั้งในจีนและญี่ปุ่นต้องเร่งปรับตัว โดยในจีนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักถึงขั้นต้องปิดตัว คือ โรงเรียนอนุบาลและสถานรับดูแลเด็กก่อนวัยเรียน  

เว็บไซต์แชนเนลนิวส์เอเชีย นำเสนอรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า จีนก็เป็นประเทศที่มีปัญหานี้ในระดับที่รุนแรง โดยปี 2023 โรงเรียนอนุบาลในจีนต้องปิดกิจการไป 15,000 แห่ง หลังจากเด็กเกิดน้อยลงเรื่อยๆ และส่งผลให้มีนักเรียนใหม่สมัครเรียนน้อยลง โดยในปีเดียวกัน ยอดนักเรียนอนุบาลที่เพิ่งเข้าโรงเรียนลดลงไปอยู่ที่ 5.3 ล้านคน    

โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในมณฑลซานซี ก็อยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ อาจารย์ใหญ่วัย 56 ปีของโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้บอกว่า ปิดโรงเรียนไปเมื่อปี 2023 หลังเปิดทำการสอนมาตั้งแต่ปี 2025 แต่เมื่อเห็นว่ามีโรงเรียนอนุบาลแห่งอื่น ๆ ลุกขึ้นมาปรับตัว ก็ทำให้เจ้าของโรงเรียนตัดสินใจลุกขึ้นสู้อีกครั้ง พร้อมกับปรับตัวครั้งใหญ่ด้วยการสอนหนังสือแก่นักเรียนอีกกลุ่มที่ตรงข้ามกับเด็กเล็กอย่างสิ้นเชิง   

โรงเรียนอนุบาลในมณฑลซานซี กลับมาเปิดใหม่เมื่อเดือนธ.ค.ปี  2023 โดยเปลี่ยนไปสอนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปแทนและกลายเป็นว่ากระแสตอบรับค่อนข้างดี เห็นได้จากจำนวนผู้สูงวัยที่เข้ามาเรียน และทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าครูที่สอนต้องหันไปศึกษาการพูดและทำความเข้าใจผู้สูงอายุแทนเด็กเล็ก  

โรงเรียนอนุบาลในมณฑลซานซีที่เปิดสอนผู้สูงวัยแห่งนี้ เปิดสอนหลายวิชา ทั้งวิชาเดินแบบ สอนเล่นเครื่องดนตรี และงานฝีมือต่าง ๆ  

เหอ หยิง นักเรียนวัย 63 ปีของโรงเรียนแห่งนี้บอกว่า มาเรียนไม่เคยขาด เพราะทำให้กลับมาชีวิตชีวาอีกครั้ง แถมยังได้เข้าสังคมและได้ความรู้ใหม่ ๆ  

ส่วนเพื่อนวัยเดียวกันกับเหอ ต่างก็พูดตรงกันว่า ไม่อยากเป็นแค่คนแก่ที่อยู่กับบ้านและนั่งปล่อยให้เวลาหมดไปวันๆ ขณะที่ตัวเองก็แก่ตัวลงทุกวัน  

การปรับตัวของโรงเรียนอนุบาลที่มณฑลซานซี ถือเป็นหนึ่งในแนวโน้มที่เกิดกับแวดวงการศึกษาจีน หลังโรงเรียนอนุบาลหลายแห่งไม่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ  อีกทั้ง การปรับตัวครั้งนี้ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้โรงเรียนที่ต้องปิดตัวหรือกำลังจะปิดตัวดำเนินกิจการต่อได้ ท่ามกลางภาวะสังคมสูงวัยในจีน โดยประชากรจีนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   

ปัจจุบันประชากรสูงวัยในจีนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของประชากรทั้งประเทศ และมีการคาดการณ์ว่า สัดส่วนประชากรสูงวัยในจีนจะเพิ่มอีกเป็นเกือบ 1 ใน 3 เมื่อถึงปี 2035    

ตอนนี้รัฐบาลจีนกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาจัดตั้งระบบดูแลผู้สูงอายุแห่งชาติ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำกันมากเกินไประหว่างผู้สูงอายุในเมืองใหญ่หรือหัวเมืองที่เศรษฐกิจมั่งคั่ง กับเมืองเล็กที่ห่างไกลความเจริญ   

ที่ผ่านมารัฐบาลจีนพยายามหาเงินเข้ารัฐ และควบคุมดูแลธุรกิจต่าง ๆ ที่เกิดมาจากเศรษฐกิจสังคมสูงวัย ซึ่งมีตั้งแต่เทคโนโลยีช่วยในการดูแลผู้สูงอายุ การท่องเที่ยวเจาะตลาดผู้สูงอายุ และสถานดูแลผู้สูงอายุ รวมไปถึงโรงเรียนผู้สูงวัยที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด และอาจต่อยอดสู่โรงเรียนผู้สูงอายุในระดับสูงขึ้น ที่อาจมีถึงขั้นมหาวิทยาลัย  

รัฐบาลจีน คาดการณ์ว่า เมื่อถึงปี 2035 ที่ประชาสูงวัยเพิ่มเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของสัดส่วนประชากร มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจผู้สูงวัยจะเพิ่มเป็นมากถึง 30 ล้านล้านหยวน  

ประชากรโลกกำลังแก่ขึ้นเรื่อยๆ เหมือนอย่างที่สหประชาชาติเรียกขานสิ่งนี้ว่าเป็น “แนวโน้มโลกที่ย้อนกลับไม่ได้” ที่ถูกขับเคลื่อนโดยการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นและครอบครัวที่มีขนาดเล็กลง  

รายงานของยูเอ็นที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว คาดการณ์ว่า จำนวนประชาชนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นสองเท่าเป็น 1.6 พันล้านคนทั่วโลกภายในปี 2050

china_kindergartens_pivot_senior_care_ageing_population_SPACEBAR_Photo01_192b598d0d.jpg
งานแฟชั่นโชว์แสดงสินค้าผ้าอ้อมผู้ใหญ่กว่า 170 แบบในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น Photo by Yoshikazu TSUNO / AFP

สำหรับญี่ปุ่น การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเป็นภัยคุกคามญี่ปุ่นที่ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลก เนื่องจากคนสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและคู่สมรสมีบุตรน้อยลง  

ในช่วงต้นเดือนมิ.ย.ญี่ปุ่น ระบุว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 8 แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 727,277  คนในปี 2023 นับตั้งแต่ญี่ปุ่นเริ่มเก็บข้อมูลด้านประชากรมานานกว่า 120 ปี  

เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นระบุว่า ประชากร 1 ใน 10 มีอายุ 80 ปี หรือมากกว่า 80 ปี ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประชากรแก่ที่สุดในโลก และปีที่แล้ว ประชากรญี่ปุ่นเกือบ 30% เป็นประชากรที่มีอายุ 65 ปี หรือสูงกว่า 65 ปี  

การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยในญี่ปุ่นยังนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในตลาดผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภคด้วย ความต้องการผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่เพิ่มขึ้น ขณะที่ความจำเป็นผ้าอ้อมสำหรับเด็กกลับลดลง  

ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทวิจัยด้านการตลาดชั้นนำของโลก ระบุว่า มูลค่าทางตลาดสำหรับผ้าอ้อมผู้ใหญ่ทั่วโลกอยู่ที่ 12.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023  พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่เกือบ 15.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2026  

ในญี่ปุ่น ตลาดผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวไปเป็น 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2026 คิดเป็นสัดส่วนกว่า 12% ของมูลค่าโดยรวมทั่วโลก  

หนึ่งในตัวอย่างบริษัทที่ปรับตัวเพื่อรับเทรนด์ที่เกิดขึ้นคือบริษัทโอจิ โฮลดิงส์ ของญี่ปุ่น ที่ประกาศเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมาว่า ตัดสินใจเลิกผลิตผ้าอ้อมสำหรับเด็กสำหรับตลาดญี่ปุ่นในปีนี้และหันไปเน้นการผลิตผ้าอ้อมสำหรับผู้สูงวัยแทน  

นอกจากนี้ บริษัทยังคงทำธุรกิจผ้าอ้อมสำหรับเด็กในต่างประเทศทั้งในจีน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้ว่าตลาดในประเทศจะชลอตัว โดยในปี 2023 บริษัทจำหน่ายผ้าอ้อมสำหรับผู้สูงวัยมากกว่าผ้าอ้อมสำหรับเด็ก 7.3%   

ขณะที่บริษัทญี่ปุ่นรายอื่นๆ ก็พากันปรับตัวรับแนวโน้มที่เกิดขึ้นเช่นกัน อย่างเช่น  พานาโซนิก ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้วิจัยและพัฒนาผลิตภัรฑ์ต่างๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อจำหน่ายให้ผู้บริโภคสูงวัยนับตั้งแต่ปี 1990  

Photo by Yoshikazu TSUNO / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์