วัฒนธรรมการทำงานที่หนักเกินไปของชาวจีนกำลังตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบอีกครั้ง กรณีชายวัย 30 ปีชื่อ ‘อาเป่า’ เสียชีวิตจากภาวะอวัยวะล้มเหลว หลังทำงานติดต่อกัน 104 วัน และหยุดงานแค่เพียง 1 วัน
ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ Guangzhou Daily ระบุว่า ศาลในมณฑลเจ้อเจียงตัดสินว่าบริษัทมีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของชายคนดังกล่าว 20% เนื่องจากภาวะอวัยวะหลายส่วนล้มเหลว เพราะติดเชื้อนิวโมคอคคัส ซึ่งมักเชื่อมโยงกับระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง
เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดความโกรธแค้นและเป็นประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อคนทำงานในประเทศอย่างกว้างขวางในประเทศจีน
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว อาเป่าได้เซ็นสัญญาทำงานเป็นช่างทาสีให้กับบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งศาลไม่ได้เปิดเผยชื่อ ซึ่งสัญญามีกำหนดสิ้นสุดในเดือนมกราคมปีนี้ ต่อมาเขาได้รับมอบหมายให้ทำงานในโครงการหนึ่งที่เมืองโจวชาน มณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน
หลังจากเซ็นสัญญา อาเป่าทำงานทุกวันเป็นเวลา 104 วันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2023 โดยหยุดเพียงวันเดียวคือวันที่ 6 เมษายน ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม เขาลาป่วยเพราะรู้สึกไม่สบาย และนอนพักผ่อนที่หอพักของเขาทั้งวัน
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม อาการของอาเป่าแย่ลงอย่างรวดเร็ว เพื่อนร่วมงานจึงนำตัวเขาส่งโรงพยาบาล และได้รับการวินิจฉัยว่าปอดติดเชื้อและระบบทางเดินหายใจล้มเหลว จากนั้นเขาก็เสียชีวิตในวันที่ 1 มิถุนายน 2023
ในระหว่างการสอบสวนเบื้องต้นเกี่ยวกับการเสียชีวิตของอาเป่า เจ้าหน้าที่ประกันสังคมกล่าวว่า เนื่องจากเวลาผ่านไปมากกว่า 48 ชั่วโมงระหว่างที่อาเป่าป่วยจนเสียชีวิต จึงไม่สามารถจัดว่าเป็นการเจ็บป่วยจากการทำงานได้
ครอบครัวของเขายื่นฟ้องเพื่อเรียกร้องค่าชดเชย โดยอ้างว่า ‘นายจ้างละเลยหน้าที่’ แต่บริษัทแย้งว่าปริมาณงานของอาเป่าสามารถจัดการและทำงานล่วงเวลาได้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ นอกจากนี้ บริษัทยังโต้แย้งอีกว่าการเสียชีวิตของเขาเป็นผลมาจากปัญหาสุขภาพที่มีอยู่ก่อนและขาดการรักษาทางการแพทย์อย่างทันท่วงที ซึ่งทำให้สภาพของเขาแย่ลง
ศาลตัดสินว่าความสามารถในการทำงาน 104 วันติดต่อกันของอาเป่าถือเป็นการละเมิดกฎหมายแรงงานของจีนอย่างชัดเจน ซึ่งกำหนดให้ทำงานสูงสุด 8 ชั่วโมงต่อวัน โดยเฉลี่ย 44 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
การที่บริษัทละเมิดกฎข้อบังคับแรงงานมีส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของอาเป่าเสื่อมลงและเสียชีวิตในที่สุด โดยบริษัทมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตครั้งนี้ 20%

ทั้งนี้ ศาลตัดสินให้ครอบครัวอาเป่าได้รับค่าชดเชยรวม 400,000 หยวน (ราว 1.8 ล้านบาท) รวมถึงค่าชดเชยความทุกข์ทางจิตใจที่เกิดจากการเสียชีวิตของอาเป่าจำนวน 10,000 หยวน (ราว 46,000 บาท) แต่บริษัทกลับอุทธรณ์คำตัดสิน ขณะที่ศาลประชาชนกลางโจวชานยืนยันตามคำตัดสินเดิมในเดือนสิงหาคม
ประเด็นนี้กลายเป็นชนวนถกเถียงในโซเชียลมีเดีย
“งานช่างทาสีเป็นงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา เขาเสียชีวิตตอนอายุ 30 ปี และครอบครัวของเขาก็แตกสลาย ศาลตัดสินให้จ่ายเงินเพียง 400,000 หยวนเท่านั้น (ราว 1.8 ล้านบาท) สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือบริษัทได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินเบื้องต้น โดยไม่แสดงความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีมนุษยธรรมเอาซะเลย...” ชาวเน็ตรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นบนอินเทอร์เน็ต
อีกคนหนึ่งแสดงความเห็นว่า “มันน่าเศร้าใจที่เห็นอะไรแบบนี้ การทำงานแบบนี้เหมือนเอาชีวิตไปแลกกับเงิน”
“เงินที่บริษัทต้องจ่ายกรณีฝ่าฝืนกฎหมายนั้นต่ำเกินไป และดูเหมือนว่ากฎหมายแรงงานมีไว้เพื่อควบคุมคนทำงานเท่านั้น” ชาวเน็ตอีกคนโพสต์
ทว่าเคสของอาเป่าไม่ใช่เคสแรก เนื่องจากการเสียชีวิตอย่างน่าสลดใจจากการทำงานที่เลวร้ายในจีนเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย
ในเดือนสิงหาคม 2019 พนักงานคนหนึ่งชื่อ จูบิน เสียชีวิตกะทันหันขณะเดินทางกลับบ้านหลังเลิกงาน ต่อมาพบว่า จูทำงานตลอดทั้งเดือนกรกฎาคมโดยไม่ได้พักผ่อนและทำงานล่วงเวลา 130 ชั่วโมง แต่ศาลก็ตัดสินให้นายจ้างมีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของจู 30% และสั่งให้จ่ายค่าชดเชย 360,000 หยวน (ราว 1.6 ล้านบาท)




