คลายมาตรการโควิดเป็นศูนย์ ดาบสองคมรัฐบาลปักกิ่ง

8 ธ.ค. 2565 - 13:40

  • แอร์ฟินิตี คาดจีนอาจมียอดผู้เสียชีวิต 1.3 – 2.1 ล้านคนหากผ่อนคลายมาตรการเต็มที่

  • จีนมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ

  • จีนยังมีภูมิต้านทานแบบลูกผสมต่ำ ทั้งจากการฉีดวัคซีนและการติดเชื้อ

china_may_face_more_2_million_deaths_if_drops_covid_19_curbs_without_safeguards_SPACEBAR_Thumbnail_7368e78ead.jpeg
ตอนนี้ทั่วโลกจับตามองและรอฟังข่าวดีว่าจีนเปิดประเทศ เลิกใช้นโยบายโควิดเป็นศูนย์อย่างเป็นทางการ เพื่อให้เม็ดเงินจากการเดินทางและใช้จ่ายของชาวจีนหลั่งไหลไปทั่วโลก หลังช่วงสัปดาห์ผ่านมา จีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มต่างๆ ลงมาก ส่วนหนึ่งเพื่อตอบสนองกระแสประท้วงที่เริ่มลามไปยังประเทศอื่นๆ ไม่เฉพาะแต่ในประเทศจีน                 
 
สำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า การเริ่มผ่อนคลายนโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีนทำให้เกิดทั้งความโล่งใจและคลายความกังวลใจในหมู่สาธารณชนลงไปได้มาก และหากจีนผ่อนคลายนโยบายทั้งหมด ยังคงต้องมีการจับตามองถึงผลกระทบทั้งด้านสุขภาพและด้านระบบสาธารณสุขที่อาจตามมา 
 
นักวิเคราะห์มีความเห็นว่า หากจีนกลับมาเปิดประเทศเต็มรูปแบบ อัตราฉีดวัคซีนที่ต่ำและการขาดภูมิคุ้มกันหมู่จะเป็นจุดอ่อนที่สุดของจีน โดยนับจนถึงวันศุกร์ จีนรายงานผู้เสียชีวิต 5,233 คน และมีผู้ติดเชื้อแบบแสดงอาการ 331,952 คน 
 
สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รวบรวมการคาดการณ์จากที่ต่างๆ เกี่ยวกับยอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 หากจีนผ่อนคลายมาตรการคุมโควิดเต็มรูปแบบ เริ่มจากแอร์ฟินิตี บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลวิทยาศาสตร์สัญชาติอังกฤษ ระบุว่า จีนอาจมียอดผู้เสียชีวิต 1.3-2.1 ล้านคน หากยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์ เนื่องจากจีนมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ และยังขาดการมีภูมิต้านทานแบบลูกผสมทั้งจากการฉีดวัคซีนและการติดเชื้อ 
 
ส่วน โจว เจี้ยตง หัวหน้าศูนย์ควบคุมโรคของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ระบุในรายงานที่ตีพิมพ์ใน Shanghai Journal of Preventive Medicine เมื่อเดือนที่แล้วว่า จีนอาจมียอดผู้เสียชีวิตกว่า 2 ล้านคน และอาจมียอดผู้ติดเชื้อกว่า 233 ล้านคน หากผ่อนคลายนโยบายควบคุมโควิดไปในแนวทางเดียวกับที่ฮ่องกงทำในปีนี้ 
 
ส่วนนักวิทยาศาสตร์จีนและสหรัฐฯ ประเมินว่า จีนอาจมียอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 จำนวนกว่า 1.5 ล้านคน หากยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์โดยไม่มีมาตรการอื่นๆ รองรับ เช่น การเร่งฉีดวัคซีน และการเพิ่มการเข้าถึงการรักษา ทั้งยังคาดการณ์ว่า อาจมีความต้องการใช้ห้องไอซียูสูงถึงกว่า 15 เท่า ของห้องไอซียูที่มีทั้งหมดในจีน
china_may_face_more_2_million_deaths_if_drops_covid_19_curbs_without_safeguards_01_1_f4ca6666ed.jpeg
ด้านสำนักข่าวเอพี รายงานว่า ตอนนี้จีนเดินหน้าผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดบางรายการเพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิดแม้ ยังไม่มีการส่งสัญญาณว่าจะยุติยุทธศาสตร์โควิดเป็นศูนย์เมื่อใด โดยตั้งแต่วันจันทร์ (5 ธ.ค.) ผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงปักกิ่งและเมืองอื่นๆ อีก 16 แห่งที่ต้องอาศัยระบบขนส่งสาธารณะสัญจรไป-มา สามารถขึ้นรถประจำทางและรถไฟไต้ดินได้โดยไม่ต้องแสดงผลตรวจโควิด-19 ซึ่งเป็นลบที่ได้มาในช่วง 48 ชั่วโมงก่อนหน้า ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกในรอบหลายเดือน 
 
ส่วนที่เมืองกว่างโจว ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากฮ่องกง ทางการอนุญาตให้ตลาดและธุรกิจต่างๆ กลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง รวมทั้งยกเลิกการจำกัดการเคลื่อนย้ายของผู้คนในหลายจุด ยกเว้นแต่ในชุมชนที่พบการติดเชื้อ ซึ่งผู้ที่อาศัยในบริเวณดังกล่าวยังต้องอยู่ภายใต้คำสั่งจำกัดการเดินทางต่อไป 
 
การผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ของจีน ทำให้เกิดความหวังว่ารัฐบาลจีนจะยุติการใช้นโยบายโควิดเป็นศูนย์ในเร็วๆ นี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า การที่จะไปถึงจุดนั้นได้คงต้องรอถึงกลางปีหน้า หรืออาจจะกินเวลาไปจนถึงปี 2024 เป็นอย่างเร็ว กว่าที่จีนจะมีอัตราการฉีดวัคซีนโควิด-19 มากพอและโรงพยาบาลทั่วประเทศจะมีความพร้อมรองรับการระบาดระลอกใหม่ในอนาคตได้ 
 
การปรับเปลี่ยนนโยบายควบคุมการระบาดของจีนเกิดขึ้นหลังมีกระแสชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลทั่วประเทศ จากการที่ประชาชนไม่พอใจการดำเนินมาตรการรับมือโควิด-19 อย่างเข้มงวดเป็นเวลานานของรัฐบาล
china_may_face_more_2_million_deaths_if_drops_covid_19_curbs_without_safeguards_02_1_8d9a8e8ca9.jpeg
ตอนนี้ จีนเป็นประเทศมหาอำนาจเพียงแห่งเดียวที่ยังพยายามจัดการกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด ขณะที่สหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ เดินหน้าผ่อนคลายมาตรการควบคุมต่างๆ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติร่วมกับไวรัสนี้ที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 6.6 ล้านคนและทำให้มีผู้ติดเชื้อสะสมจำนวนเกือบ 650 ล้านคน
 

นักเศรษฐศาสตร์คาดผ่อนคลายนโยบายสกัดแผนฟื้นเศรษฐกิจ

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์เตือนว่า เส้นทางสู่การอยู่ร่วมกับโควิดของจีนอาจต้องใช้เวลานาน และมองว่าโควิดอาจกลับมาระบาดหนักอีกครั้งในช่วงฤดูหนาว ทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดทำได้ยากมากขึ้น 
 
ที่ปรึกษารัฐบาลจีนเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจจีนจะกระเตื้องกลับมาดีขึ้นอย่างเร็วที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง ส่วนนักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมนแซกส์ และยูบีเอส ประเมินว่า ตัวเลขจีดีพีจีนจะเพิ่มขึ้น 4.5% ในปีหน้า ส่วนมอร์แกน สแตนลีย์ประเมินว่าอยู่ที่ 5% ด้านโนมูระคาดการณ์ว่าอยู่ที่ 4% 
 
รองนายกรัฐมนตรีซุน ชุนหลาน ที่ดูแลด้านควบคุมการแพร่ระบาด บอกว่า มาตรการควบคุมโควิดของจีนกำลังจะเข้าสู่เฟสใหม่หลังพบว่าเชื้อไวรัสมีความรุนแรงน้อยลงและอัตราการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งตลาดหุ้นตอบรับในทางที่ดีกับข่าวนี้ โดยหุ้นจีนทะยานขึ้น นำโดยหุ้นในกลุ่มอุปโภคและบริโภค ทั้งในตลาดฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่  เงินหยวนเองก็แข็งค่าขึ้นเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ 
 
แต่ ลู่ ถิง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันโนมูระ มองว่า โควิดอาจกลับมาระบาดหนักอีกครั้งในช่วงฤดูหนาว ทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดทำได้ยากมากขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างแท้จริงที่มาจากการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศมากขึ้น อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงที่ตัวเลขการแพร่ระบาดลดลง 
 
ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงในสองรายว่า จีนอาจประกาศ 10 มาตรการใหม่เพื่อผ่อนคลายการคุมโควิด-19 อย่างเร็วที่สุดในวันพุธที่ 7 ธ.ค. นี้ หลังจากที่มีการประกาศ 20 มาตรการผ่อนคลายเมื่อเดือนพ.ย. ซึ่งบังคับใช้ทั่วประเทศไปแล้ว และอาจจะปรับลดโรคโควิด-19 จากโรคติดเชื้อระดับ A ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เป็นโรคติดเชื้อระดับ B อย่างเร็วที่สุดในเดือนม.ค.ปี 2023 แต่คณะกรรมการด้านสุขภาพแห่งชาติของจีน (เอ็นเอชซี) ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้แต่อย่างใด

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์