จับตาสัมพันธ์ ‘จีน-ซาอุฯ’ ในยุคที่โลกแบ่งขั้วชัดเจน

9 ธ.ค. 2565 - 17:15

  • ชาติพันธมิตรในอ่าวอาหรับของสหรัฐฯ กล่าวหาสหรัฐฯ ที่ล้มเหลวในการรับประกันความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง

  • จีนและซาอุดีอาระเบียต่างก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย

  • จีนซื้อทองคำสำรองเดือนพ.ย.เพิ่ม 32 ตัน ทำให้ทองคำสำรองของประเทศอยู่ที่ 1,980 ตัน มากสุดอันดับ 6 ของโลก

China_xi_jinping_visit_saudi_arabia_SPACEBAR_Thumbnail_30d5093733.jpeg
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 2 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. ในขณะที่ทั้งจีนและซาอุฯ ต่างมีความสัมพันธ์ในระดับตึงเครียดกับสหรัฐฯ อีกทั้งการเยือนกรุงริยาร์ดของประธานาธิบดีจีนครั้งนี้ เป็นการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดจีน-อาหรับ ที่คาดว่าจะมีประมุขของประเทศอาหรับอย่างน้อย 14 ประเทศเข้าร่วม และเป็นการร่วมประชุมกับกลุ่มประเทศความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ หรือจีซีซีด้วย 
 
การเยือนซาอุฯ ของสีครั้งนี้เป็นก้าวย่างสำคัญและได้มีการเตรียมการกันมานานพอสมควร เพียงแต่รัฐบาลของทั้งสองประเทศไม่ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้ส่งแบบฟอร์มการลงทะเบียนไปให้ผู้สื่อข่าว เพื่อทำข่าวการประชุมสุดยอดครั้งนี้ แต่ไม่ได้ยืนยันกำหนดวัน และรัฐบาลซาอุดีอาระเบียเองก็ไม่ยอมให้ข้อมูลแก่สื่อตะวันตกรวมทั้งซีเอ็นเอ็น ไม่ว่าจะเป็นการเยือนของผู้นำจีนหรือแผนการประชุมใดๆ 
 
การเยือนซาอุฯ ของผู้นำจีนเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างจีนและสหรัฐฯ ไม่ราบรื่นนัก โดยเฉพาะประเด็นไต้หวัน ที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน คอยตอกย้ำด้วยคำสัญญาที่ว่าจะ ปกป้องไต้หวันหากถูกจีนโจมตี เท่ากับซ้ำเติมความสัมพันธ์ที่ล่อแหลมระหว่างสหรัฐฯ และจีนมากขึ้นจากเดิมที่ทั้งสองประเทศพยายามผลักดันตัวเองเข้าไปมีอิทธิพลในตะวันออกกลางที่สถานการณ์การเมืองมีความผันผวนมากอยู่แล้ว 
  
บรรดาชาติพันธมิตรในอ่าวอาหรับของสหรัฐฯ กล่าวหาสหรัฐฯ ที่ล้มเหลวในการรับประกันความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง จีนจึงถือโอกาสนี้เร่งกระชับความสัมพันธ์กับประเทศอาหรับเหล่านี้เสียเลย รวมทั้งศัตรูของสหรัฐฯ อย่างอิหร่านและรัสเซียด้วย 
 
นอกจากนี้ จีนและซาอุดีอาระเบียยังมีจุดยืนที่ขัดแย้งกับตะวันตกในประเด็นสงครามยูเครน โดยต่างก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ที่ยืนกรานว่า รัสเซียเป็นหุ้นส่วนสำคัญด้านพลังงาน และการตัดสินใจใดๆ ต้องปรึกษากลุ่มโอเปกพลัสก่อน 
 
ขณะที่การตัดสินใจลดการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกพลัสเมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้ซาอุดีอาระเบียถูกสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเข้าข้างรัสเซีย และช่วยเหลือประธานา ธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ทำสงครามในยูเครน ซึ่งซาอุดีอาระเบียก็ปฏิเสธว่าไม่ได้เข้าข้างและไม่ได้ช่วยเหลือด้านอาวุธแก่รัสเซีย 
 
ต่อมาในเดือนต.ค.ประธานาธิบดีไบเดนของสหรัฐฯ บอกว่าจะคิดทบทวนความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย และพยายามทำเมื่อครั้งเดินทางเยือนกรุงริยาร์ดเมื่อเดือนก.ค.แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล เพราะตัวเองเคยประกาศไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า จะทำให้ซาอุดีอาระเบียกลายเป็นรัฐนอกคอก แถมยังประณามมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ของซาอุดีอาระเบีย กรณีการฆาตกรรม ญะมาล คาช็อกกี ผู้สื่อข่าวชาวซาอุดีอาระเบียของวอชิงตัน โพสต์ ที่สถานทูตซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูล เมืองหลวงของตุรกี จึงพอจะสรุปได้ว่า การพบกันครั้งนี้ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ไม่มีการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น มีแต่ความตึงเครียดอย่างเดียวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 
 
การเยือนซาอุฯ ของสีมีขึ้นในช่วงเดียวกับที่ศาลสหรัฐฯ มีคำพิพากษายกฟ้องเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ที่ทรงตกเป็นจำเลยพัวพันคดีสังหารคาช็อกกี โดยให้เหตุผลด้านเอกสิทธิ์คุ้มครอง 
 
ศาลสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตันมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยจากข้อกล่าวหาทั้งหมด เนื่องจากเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงมีสิทธิคุ้มกันในฐานะทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร และทรงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของซาอุดีอาระเบีย โดยรัฐบาลของประธานาธิบดีไบเดน ได้รับรองสิทธิคุ้มกันทางกฎหมายดังกล่าวของพระองค์ 
 
ผู้พิพากษาจอห์น เบตส์ ยอมรับว่า รู้สึกลังเลใจที่จะยุติกระบวนการทางกฎหมายในคดีนี้ เนื่องจากหลักฐานของฝ่ายโจทก์มีน้ำหนักและเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอย่างมาก แต่ศาลไม่มีทางเลือกอื่นเนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ทำหนังสือแจ้งศาลอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ว่าเจ้าชายทรงได้รับสิทธิคุ้มกันในฐานะผู้นำรัฐบาลต่างชาติ 
China_xi_jinping_visit_saudi_arabia_SPACEBAR_Photo01_891d321cef.jpeg
ญะมาล คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบีย by Ozan KOSE / AFP
ด้าน แฮทริซ เซนกีส คู่หมั้นของคาช็อกกีกล่าวถึงการยกฟ้องในคดีนี้ว่าทำให้คาช็อกกีตายเป็นครั้งที่ 2 

คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุฯ ของวอชิงตัน โพสต์ ที่มักวิจารณ์รัฐบาลซาอุฯ บ่อยครั้งในผลงานที่นำเสนอต่อสาธารณะ ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมจนถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2018  หลังจากเดินทางเข้าไปในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ซึ่งหลักฐานจำนวนมากบ่งชี้ว่า มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้สั่งการเรื่องนี้ 

ส่วนจีนก็พยายามลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ในหลายๆ รูปแบบ ซึ่งรวมถึงการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุดธนาคารประชาชนจีน (พีบีโอซี) เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับทองคำสำรองของประเทศว่าอยู่ที่ประมาณ 1,980 ตัน นับจนถึงเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 32 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ก.ย. ปี 2019 ที่จีนยืนยันว่า ปริมาณทองคำสำรองของประเทศเพิ่มขึ้น 
China_xi_jinping_visit_saudi_arabia_01_1_6464f498a2.jpeg
ขณะที่เว็บไซต์เทรดดิ้ง อีโคโนมิกส์ ระบุว่า จีนอยู่ในอันดับ 6 ของกลุ่มประเทศที่มีทองคำสำรองมากที่สุดในโลก รองจากสหรัฐฯ ซึ่งมีมากที่สุด 8,133 ตัน นับจนถึงเดือนก.ย. ปีนี้ ตามมาด้วยเยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส และรัสเซีย ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 22 มีทองคำสำรองในปริมาณ 244 ตัน 
 
เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา สภาทองคำโลกรายงานว่า ความต้องการทองคำทั่วโลก (ไม่รวมตลาด OTC) ฟื้นตัวขึ้น นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ในปี 2020 เพราะทองคำถูกมองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ความต้องการทองคำในสิ้นปี 2022 ปรัยตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4,021 ตัน โดยเฉพาะไตรมาส 4 ความต้องการทองคำทั่วโลกเพิ่มขึ้นเเตะ 1,147 ตัน ถือเป็นระดับรายไตรมาสที่สูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ในปี 2019 และเพิ่มขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบรายปี 
 
ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ของโลก กำลังทำให้โลกเกิดการแบ่งขั้ว แบ่งข้างที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ และการแบ่งขั้ว แบ่งข้างที่ว่าก็สะท้อนให้เห็นในการดำเนินความสัมพันธ์ทวิภาคีของจีนและซาอุฯ ซึ่งนี่น่าจะเป็นโจทย์ใหญ่ให้สหรัฐฯ ได้ขบคิดและหาทางรับมือต่อไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์