ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสนับสนุน ‘การค้าเสรีและรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน’
“ยิ่งสถานการณ์ผันผวนมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งต้องร่วมมือกันมากขึ้นเท่านั้น”
— สีกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ (31 ต.ค.) ในที่ประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก-ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (APEC) ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 31 ต.ค. ถึง 1 พ.ย.2025 ที่ประเทศเกาหลีใต้
ก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดี (30 ต.ค.) สีได้พบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 เพื่อเจรจาการค้าร่วมกัน ซึ่งสหรัฐฯ ตกลงลดภาษีให้จีนเหลือ 47% ขณะที่จีนก็ตกลงที่จะ ‘ระงับ’ การควบคุมการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธเป็นระยะเวลา 1 ปี
อย่างไรก็ดี สี ได้แบ่งปันข้อเสนอแนะ 5 ประการสำหรับความร่วมมือในการประชุมสุดยอดเอเปค ได้แก่ :
- การปกป้องระบบการค้าพหุภาคี
- การสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจแบบเปิด
- การรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน
- การส่งเสริมการค้าสีเขียวและดิจิทัล
- การส่งเสริมการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม
สี เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศต่างๆ จะต้องร่วมมือกันและ ‘ขยาย’ ห่วงโซ่อุปทาน แทนที่จะตัดขาดจากกัน ซึ่งอาจขัดกับความสำคัญของสหรัฐฯ ที่เน้นการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ แม้ สี จะเน้นย้ำในการพบปะกับทรัมป์ว่า “การพัฒนาและการฟื้นฟูของจีนเดินควบคู่ไปกับวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีทรัมป์ในการ คือ ‘ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง’”
ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทจีนได้เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2 เท่า และปัจจุบันจีนมีสัดส่วนประมาณ 27% ของผลผลิตสุทธิจากภาคการผลิตทั่วโลก เนื่องจากต้นทุนแรงงานและภาษีศุลกากรเพิ่มสูงขึ้น โรงงานในจีนจึงขยายไปยังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ความต้องการภายในประเทศก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ทรัมป์ได้ใช้มาตรการภาษีและนโยบายอื่นๆ เพื่อจูงใจให้บริษัทต่างๆ นำฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ นอกจากนี้ ภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ที่ประกาศในปีนี้ยังมุ่งลดการส่งออก รวมถึงสินค้าที่ผลิตในจีน แต่ส่งผ่านประเทศอื่น (transshipments)
นับตั้งแต่ความตึงเครียดทางการค้ารอบแรกกับสหรัฐฯ เมื่อประมาณ 7 ปีก่อน กลุ่มประเทศอาเซียนได้กลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน แซงหน้าสหภาพยุโรป
“จีนจะยังคง ‘เปิด’ ตลาดให้กับธุรกิจต่างชาติ และยังคงมอบโอกาสใหม่ๆ ให้กับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลก”
— สี กล่าวเมื่อวันศุกร์ (31 ต.ค.)
รายงานจากบริษัทที่ปรึกษา ‘Rhodium Group’ ระบุว่า “ภูมิภาคเอเชียเป็นจุดหมายปลายทางหลักของการลงทุนของจีนในไตรมาสที่ 3 ตามด้วยแอฟริกาและยุโรป โดยบริษัทจีนประกาศการลงทุนในเอเชียมูลค่า 1.54 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท) ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่การเกิดโรคระบาด”
(Photo by various sources / AFP)





