นักวิจัยชาวจีนค้นพบว่า “ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานที่มีอยู่แล้วนั้น ‘มีฤทธิ์ต้าน’ ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้ติดเชื้อได้มากถึง 70%
“‘VV116’ ซึ่งเป็นยาในกลุ่มนิวคลีโอไซด์ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาโควิด-19 ในประเทศจีนและอุซเบกิสถานแล้วนั้น สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสนิปาห์ได้อย่างมีนัยสำคัญในห้องปฏิบัติการ และช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในสัตว์ทดลอง”
— งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ล่าสุดในวารสารนานาชาติ ‘Emerging Microbes & Infections’ ระบุ
“ยา ‘VV116’ ซึ่งเป็นยาในกลุ่มนิวคลีโอไซด์ชนิดรับประทาน เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการรักษาการติดเชื้อไวรัสนิปาห์” งานวิจัยนี้เป็นการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ถึงศักยภาพในการรักษาของยา ‘VV116’ ต่อไวรัสที่แพร่จากค้างคาว ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้เป็นภัยคุกคามระดับภูมิภาคที่มีความสำคัญสูงสุด
การวิจัยดังกล่าวนำโดยทีมวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น ภายใต้สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีน ร่วมกับสถาบันเภสัชวิทยาเซี่ยงไฮ้ และบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ ‘Vigonvita Life Sciences’ จำกัด
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า “ทั้งยา VV116 และสารของตัวยาที่ออกฤทธิ์ทางเมตาบอลิซึม มีผลยับยั้งที่แข็งแกร่งต่อไวรัสนิปาห์ทั้งสองสายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์มาเลเซีย (NiV-M) และสายพันธุ์บังกลาเทศที่มีความรุนแรงกว่า (NiV-B)”
“VV116 เป็นยาโปรดรัก (prodrug) ที่โจมตีเอนไซม์ ‘RNA-dependent RNA polymerase’ (RdRp) ของไวรัส ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญต่อการเพิ่มจำนวนของไวรัส โดยตัวยานี้สามารถตัดวงจรการขยายพันธุ์ของเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ตั้งแต่ในระดับโมเลกุล”
— งานวิจัยระบุ
ในการทดลองการติดเชื้อร้ายแรงโดยใช้หนูแฮมสเตอร์สีทองนั้น นักวิจัยได้ให้ยา VV116 ทางปากในปริมาณ 400 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว ทำให้หนูแฮมสเตอร์สีทองมีอัตราการรอดชีวิต 66.7% ในกลุ่มตัวอย่างทดลอง ทั้งนี้พบว่า ปริมาณไวรัสในอวัยวะสำคัญอย่างปอด ม้าม และสมอง ของสัตว์ที่ได้รับการรักษานั้น ลดลงอย่างมาก
ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ตั้งข้อสังเกตว่า “การอนุมัติยานี้สำหรับมนุษย์ในการรักษาโควิด-19 อยู่แล้ว อาจเร่งการนำไปใช้ในการต่อต้านการระบาดของไวรัสนิปาห์ได้”นอกจากการรักษาแล้ว นักวิจัยยังเสนอว่า “VV116 อาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือป้องกันสำหรับประชากรกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น บุคลากรการแพทย์ เจ้าหน้าที่แล็บ และชุมชนในพื้นที่ระบาด”
หลังจากเกิดการระบาดในอินเดียและบังกลาเทศระหว่างปี 2023-2026 ที่แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวจนน่าตกใจทั้งในด้านความถี่และขอบเขตทางภูมิศาสตร์ โดยไวรัสได้กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งในรัฐเบงกอลตะวันตกเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทั้งคร่าชีวิตผู้คนและทำให้หน่วยงานสาธารณสุขของอินเดียต้องกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อเกือบ 100 ราย
นับตั้งแต่การระบาดครั้งแรกในมาเลเซียเมื่อปี 1998 พบว่า ไวรัสนิปาห์มีอัตราการเสียชีวิตที่น่าตกใจระหว่าง 40-70% และในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีน หรือยารักษาเฉพาะใด ๆ
(Photo by : Shutterstock / Arif biswas)





