สำนักข่าว AFP รายงานว่า ในยามค่ำคืนบนสะพานทางตอนใต้ของจีน ไลฟ์สตรีมเมอร์ประมาณ 20 คนจะมานั่งร้องเพลงเบาๆ และสนทนาผ่านไมโครโฟน พร้อมแฟลชวงแหวนที่มีระยะห่างไม่กี่เมตรจากตัวพวกเขาเพื่อใช้ในการเพิ่มแสงเวลาไลฟ์สตรีม
ทุกๆ คืนไลฟ์สตรีมเมอร์จะรวมตัวกันในสถานที่เช่นนี้ในเมืองกุ้ยหลินด้วยความหวังว่าจะสร้างความโดดเด่นในการสตรีมบนแอปฯ โต่วอิน (Douyin) หรือ TikTok เวอร์ชันจีน ซึ่งผู้ชมสามารถโดเนทให้กับสตรีมเมอร์ที่พวกเขาชื่นชอบได้ด้วย
แม้ว่าช่วงนี้จีนจะเจอกับสภาพอากาศอาจรุนแรง โดยอุณหภูมิลดลงจนเกือบ 0 องศาเซลเซียส แต่สตรีมเมอร์หลายคนต่างก็พกผ้าห่มหนาๆ มา และบางคนถึงกับนำเครื่องทำความร้อนขนาดเล็กมาด้วย
ทั้งนี้ พบว่า การสตรีมสดบนแอปฯ อย่างโต่วอินนั้นมีผู้ใช้ถึง 600 ล้านคนในปี 2020 ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยสร้างรายได้ยอดนิยมในจีน โดยกิจกรรมสตรีมสดจะมีตั้งแต่การขายสินค้า การสาธิตเคล็ดลับการใช้ชีวิต การร้องเพลงและเต้นรำไปจนถึงการพูดคุยกับผู้ชม
นักสตรีมสดบางคนอย่างหลี่เจียฉี่ หรือที่รู้จักในฉายา ‘ราชาลิปสติกของจีน (Lipstick King)’ เป็นหนึ่งในคนดังในอีคอมเมิร์ซ แถมยังสร้างรายได้หลายล้านดอลลาร์สหรัฐจากการโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อีกด้วย ขณะที่ผู้สตรีมอยู่บนสะพานนั้นจะสร้างรายได้ได้น้อยกว่ามาก
อย่างไรก็ดี ผู้ชมสามารถซื้อของขวัญเสมือนจริงได้ในราคาต่างๆ ด้วยการคอมเมนต์อีโมจิ เช่น รถแข่ง จรวด หรือแครอท เป็นต้น และมอบให้กับสตรีมเมอร์ซึ่งสามารถแปลงเป็นเงินได้
“มีสตรีมมิงแบบสดในร่มมากเกินไป เนื่องจากฉันเป็นคนค่อนข้างธรรมดาและไม่มีทักษะใดๆ เลย ฉันจึงสตรีมข้างนอกเพื่อดึงดูดผู้คน…ผู้ชมอาจรู้สึกว่าการที่เราอยู่กลางแจ้งหรืออยู่คนเดียวตอนดึกนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ดังนั้นพวกเขาน่าจะชอบเรามากกว่า” เฉียวหยา วัย 27 ปี ผู้ซึ่งร้องเพลงและพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตประจำวันกับทุกคนในช่องของเธอตั้งแต่เวลา 21.00-03.00 น. ทุกคืนกล่าว
เฉียว เล่าว่า รายได้เพียงอย่างเดียวของเธอนั้นมาจากการที่ผู้ชมโดเนทให้กับสตรีมของเธอ หากวันไหนที่อากาศดี เธอจะทำเงินได้มากถึง 600 หยวน (ราว 3,000 บาท) จากการสตรีมราว 8 ชั่วโมง แต่ถ้าวันไหนที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยรายได้ของเธอจะเหลือเพียงแค่ 10 หยวน (ราว 50 บาท) โดยโต่วอินจะได้ไป 50% และเฉียวจะได้ไปเพียง 40% จากคอนเทนต์ที่เธอทำ ส่วนอีก 10% ทางบริษัทจะหักออกไปเป็นค่าอุปกรณ์
ทั้งนี้ ทางไบต์แดนซ์ (ByteDance) บริษัทแม่ของโต่วอินซึ่งเป็นเจ้าของ TikTok เช่นกัน ระบุว่า แอปโต่วอินทำรายได้ได้ถึง 18.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.2 แสนล้านบาท) ในไตรมาสแรกของปี 2022
ทุกๆ คืนไลฟ์สตรีมเมอร์จะรวมตัวกันในสถานที่เช่นนี้ในเมืองกุ้ยหลินด้วยความหวังว่าจะสร้างความโดดเด่นในการสตรีมบนแอปฯ โต่วอิน (Douyin) หรือ TikTok เวอร์ชันจีน ซึ่งผู้ชมสามารถโดเนทให้กับสตรีมเมอร์ที่พวกเขาชื่นชอบได้ด้วย
แม้ว่าช่วงนี้จีนจะเจอกับสภาพอากาศอาจรุนแรง โดยอุณหภูมิลดลงจนเกือบ 0 องศาเซลเซียส แต่สตรีมเมอร์หลายคนต่างก็พกผ้าห่มหนาๆ มา และบางคนถึงกับนำเครื่องทำความร้อนขนาดเล็กมาด้วย
ทั้งนี้ พบว่า การสตรีมสดบนแอปฯ อย่างโต่วอินนั้นมีผู้ใช้ถึง 600 ล้านคนในปี 2020 ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยสร้างรายได้ยอดนิยมในจีน โดยกิจกรรมสตรีมสดจะมีตั้งแต่การขายสินค้า การสาธิตเคล็ดลับการใช้ชีวิต การร้องเพลงและเต้นรำไปจนถึงการพูดคุยกับผู้ชม
นักสตรีมสดบางคนอย่างหลี่เจียฉี่ หรือที่รู้จักในฉายา ‘ราชาลิปสติกของจีน (Lipstick King)’ เป็นหนึ่งในคนดังในอีคอมเมิร์ซ แถมยังสร้างรายได้หลายล้านดอลลาร์สหรัฐจากการโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อีกด้วย ขณะที่ผู้สตรีมอยู่บนสะพานนั้นจะสร้างรายได้ได้น้อยกว่ามาก
อย่างไรก็ดี ผู้ชมสามารถซื้อของขวัญเสมือนจริงได้ในราคาต่างๆ ด้วยการคอมเมนต์อีโมจิ เช่น รถแข่ง จรวด หรือแครอท เป็นต้น และมอบให้กับสตรีมเมอร์ซึ่งสามารถแปลงเป็นเงินได้
“มีสตรีมมิงแบบสดในร่มมากเกินไป เนื่องจากฉันเป็นคนค่อนข้างธรรมดาและไม่มีทักษะใดๆ เลย ฉันจึงสตรีมข้างนอกเพื่อดึงดูดผู้คน…ผู้ชมอาจรู้สึกว่าการที่เราอยู่กลางแจ้งหรืออยู่คนเดียวตอนดึกนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ดังนั้นพวกเขาน่าจะชอบเรามากกว่า” เฉียวหยา วัย 27 ปี ผู้ซึ่งร้องเพลงและพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตประจำวันกับทุกคนในช่องของเธอตั้งแต่เวลา 21.00-03.00 น. ทุกคืนกล่าว
เฉียว เล่าว่า รายได้เพียงอย่างเดียวของเธอนั้นมาจากการที่ผู้ชมโดเนทให้กับสตรีมของเธอ หากวันไหนที่อากาศดี เธอจะทำเงินได้มากถึง 600 หยวน (ราว 3,000 บาท) จากการสตรีมราว 8 ชั่วโมง แต่ถ้าวันไหนที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยรายได้ของเธอจะเหลือเพียงแค่ 10 หยวน (ราว 50 บาท) โดยโต่วอินจะได้ไป 50% และเฉียวจะได้ไปเพียง 40% จากคอนเทนต์ที่เธอทำ ส่วนอีก 10% ทางบริษัทจะหักออกไปเป็นค่าอุปกรณ์
ทั้งนี้ ทางไบต์แดนซ์ (ByteDance) บริษัทแม่ของโต่วอินซึ่งเป็นเจ้าของ TikTok เช่นกัน ระบุว่า แอปโต่วอินทำรายได้ได้ถึง 18.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.2 แสนล้านบาท) ในไตรมาสแรกของปี 2022




