ทั่วโลกเตรียมพร้อมรับมือนักท่องเที่ยวจีนเข้าประเทศ

9 ม.ค. 2566 - 14:21

  • เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีที่จีนเปิดพรมแดนติดกับฮ่องกงในวันอาทิตย์ (8 ม.ค.)

  • คาดจำนวนการเดินทางของผู้โดยสารชาวจีนทั้งบนบก รถไฟ ทางน้ำ และเที่ยวบินในช่วงเทศกาลตรุษจีนอาจสูงถึง 2.1 พันล้านครั้งในปีนี้

  • ทางการจีนยืนยันว่า ขณะนี้กำลังมีการเสริมความสามารถของบริการทางการแพทย์ทั่วประเทศ

chinese_lunar_new_year_travel_kicks_off_amid_covid_surge_SPACEBAR_Hero_fd63435980.jpeg
วันนี้ (9 ม.ค.) เป็นวันแรกที่นักท่องเที่ยวจากจีนจะเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ รวมทั้งในไทย หลังจากทางการจีนปลดล็อกการคุมเข้มการเดินทางและผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด ซึ่งมีแนวโน้มว่าการเดินทางท่องเที่ยวของชาวจีนจะพุ่งทะยาน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดตรุษจีน 

คาดว่าจำนวนการเดินทางของผู้โดยสารชาวจีนโดยรวมทั้งบนบก รถไฟ ทางน้ำ และเที่ยวบินในช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่กำลังจะมาถึงนี้ อาจสูงถึง 2.1 พันล้านครั้งในปีนี้ เพิ่มขึ้นสองเท่าจาก 1.05 พันล้านครั้งในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 

เจ้าหน้าที่กระทรวงคมนาคมของจีนเปิดเผยเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ว่า จำนวนเที่ยวบินโดยสารรายวันระหว่างฤดูการเดินทางวันหยุดระยะ 40 วัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ (7 ม.ค.) มีอัตราเฉลี่ยประมาณ 11,000 เที่ยว หรือประมาณ 73% ของระดับก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาดในปี 2019 
 
และยังถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีที่จีนเปิดพรมแดนที่ติดกับฮ่องกงในวันอาทิตย์ (8 ม.ค.) เพื่อดำเนินการยกเลิกกฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับโควิดให้เร็วขึ้นหลังจากที่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 
 
สำนักงานกิจการฮ่องกงและมาเก๊าของจีนประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี (5 ม.ค.) ว่า การเปิดพรมแดนจะส่งผลให้ฮ่องกง ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินและจีนแผ่นดินใหญ่ เริ่มมีการเดินทางระหว่างกันมากขึ้นโดยไม่ต้องมีการกักตัว แม้จะดำเนินการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปก็ตาม 

หลังจากทางการจีนมีประกาศเรื่องนี้ ทุกประเทศทั่วโลกพากันจับตามองว่าวันอาทิตย์ (8 ม.ค.) ซึ่งเป็นกำหนดที่จีนเปิดประเทศสู่โลกภายนอก ด้วยการต้อนรับนักเดินทางจากต่างชาติและพลเมืองที่เดินทางกลับประเทศโดยไม่ต้องกักตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศจะเพิ่มขึ้นหลังการยกเลิกข้อจำกัดด้านโควิด 

นอกจากนี้  ยังมีความกังวลว่า การเดินทางกลับบ้านของบรรดาคนทำงานในเมืองใหญ่อาจเป็นการแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปยังเมืองหรือหมู่บ้านเล็กๆ ตามชนบทที่มีศักยภาพด้านสาธารณสุขต่ำกว่า เช่น มีเตียงพยาบาลและเครื่องช่วยหายใจไม่เพียงพอหากมีผู้ป่วยโควิดจำนวนมาก 

ทางการจีนยืนยันว่า ขณะนี้กำลังมีการเสริมความสามารถของบริการทางการแพทย์ทั่วประเทศ รวมถึงการเปิดคลินิกตรวจวัดไข้มากขึ้นและจัดตั้งช่องทางสีเขียว สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ให้สามารถถูกส่งตัวจากสถานพยาบาลในหมู่บ้านชนบทไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ขึ้นได้อย่างรวดเร็ว 

หมี่เฟิง  โฆษกคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติของจีน กล่าวว่า “พื้นที่ชนบทของจีนกว้างใหญ่ไพศาล และมีประชากรมากมาย ทรัพยากรทางการแพทย์ต่อจำนวนประชาชนจึงไม่เพียงพอ” และว่า “เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องจัดหาบริการการแพทย์ที่สะดวกรวดเร็ว และเร่งฉีดวัคซีนให้แก่ผู้สูงอายุในชนบท เพื่อสร้างแนวป้องกันการระบาดในระดับรากหญ้า” 

ขณะที่เศรษฐกิจฮ่องกงมีแนวโน้มพลิกกลับมาเติบโตในปีนี้ หลังจากเผชิญภาวะหดตัวในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2019 โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจฮ่องกงอาจขยายตัวแข็งแกร่งกว่าสิงคโปร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งทศวรรษ โดยสิงคโปร์นับได้ว่าเป็นคู่แข่งของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการเงิน 

นักเศรษฐศาสตร์เพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจฮ่องกงในปีนี้ เนื่องจากฮ่องกงเปิดพรมแดนเชื่อมโยงกับจีนแผ่นดินใหญ่และทั่วโลกเร็วขึ้น โดยนักเศรษฐศาสตร์ 12 รายในผลสำรวจที่จัดทำโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาประมาณการว่า เศรษฐกิจฮ่องกงจะขยายตัว 3.3% ในปี 2023 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ในผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ 25 รายที่จัดทำในเดือนพ.ย.ที่การขยายตัว 2.7% 

นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกเพิ่มขึ้น หลังจากที่ฮ่องกงยกเลิกการบังคับใช้มาตรการควบคุมโควิด-19 ที่เหลือ พร้อมทั้งประกาศแผนการที่จะอนุญาตให้ประชาชนสามารถข้ามพรมแดนไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ได้อย่างเสรีมากมากขึ้นอีกครั้ง 

การหวนคืนมาของนักเดินทางขาเข้าถือเป็นข่าวดีสำหรับฮ่องกง โดยจะช่วยฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการปิดเมือง ตั้งแต่ธุรกิจโรงแรมและบริษัทให้บริการจัดทำอาหาร ไปจนถึงบริษัทการลงทุนและบริหารความมั่งคั่ง 

สวนทางกับเศรษฐกิจสิงคโปร์ ที่มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอลงในปีนี้ เนื่องจากสิงคโปร์พึ่งพาการค้าจากสหรัฐฯ และยุโรป แต่สหรัฐฯ และยุโรปมีแนวโน้มเผชิญภาวะถดถอย โดยผลสำรวจล่าสุดของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสิงคโปร์จะขยายตัว 2% ซึ่งหากเศรษฐกิจฮ่องกงขยายตัวเร็วกว่าระดับดังกล่าวก็จะแซงหน้าสิงคโปร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008 

ทางการจีนทุ่มทรัพยากรด้านสาธารณสุขไปกับการตรวจหาเชื้อแบบพีซีอาร์ในวงกว้าง แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นการระดมฉีดวัคซีนโควิดให้ประชาชนและการรักษาผู้ป่วยโควิด โดยมีแผนสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาโควิดราว 60% จนถึงวันที่ 31 มี.ค.นี้ 

ขณะที่แหล่งข่าวกล่าวกับรอยเตอร์ว่า รัฐบาลจีนกำลังเจรจากับบริษัทยา ไฟเซอร์ เพื่อขอใบรับรองที่จะช่วยให้บริษัทผู้ผลิตยาในประเทศจีนสามารถผลิตและแจกจ่ายยาแพกซ์โลวิด (Paxlovid) สำหรับรักษาผู้ป่วยโควิดในประเทศจีนได้ 

ขณะที่บริษัท CanSino Biologics Inc. ของจีน ประกาศเมื่อไม่นานมานี้้ว่า กำลังเริ่มการผลิตวัคซีนโควิดบูสเตอร์แบบ mRNA ที่มีชื่อว่า CS-2034 ซึ่งคาดว่าจะออกสู่ตลาดได้ในอีกไม่นานนี้ 
 
ปัจจุบันอัตราการฉีดวัคซีนในประเทศจีนอยู่ที่มากกว่า 90% แต่กลับลดลงเหลือเพียง 57.9% สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น และ 42.3% สำหรับประชากรอายุมากกว่า 80 ปี

ที่ผ่านมา จีนพึ่งพาวัคซีนโควิด 9 สูตรที่ผลิตเองในประเทศ แต่ก็ไม่ได้มุ่งไปที่โควิดสายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ระบาดได้ง่ายและเป็นสายพันธุ์หลักในจีนในขณะนี้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์