จีนยกระดับกองทัพ! ใช้ระบบ AI วางแผนล็อกเป้า-ถล่มทางอากาศแบบเบ็ดเสร็จ

4 ส.ค. 2569 - 14:49

  • กองทัพอากาศจีนกำลังนำระบบที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการวางแผนรบ สำหรับการปฏิบัติการที่ต้องใช้ยุทโธปกรณ์และกองกำลังมากกว่า 100 หน่วย

  • AI สามารถช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ ด้วยการคำนวณสถานการณ์ในสนามรบแบบเรียลไทม์ แล้วเลือกอาวุธที่เหมาะที่สุดไปถล่มแต่ละเป้าหมาย พร้อมคำนวณให้เสร็จสรรพว่าต้องยิงอะไร ตอนไหน และยิงเรียงลำดับอย่างไร

  • วิธีนี้จะช่วยให้โจมตีได้แม่นยำขึ้น ใช้ประโยชน์จากอาวุธที่มีได้คุ้มค่าที่สุด และไม่เปลืองกระสุนโดยใช่เหตุ

จีนยกระดับกองทัพ! ใช้ระบบ AI วางแผนล็อกเป้า-ถล่มทางอากาศแบบเบ็ดเสร็จ

กองทัพอากาศจีนกำลังนำระบบที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการวางแผนรบ สำหรับการปฏิบัติการที่ต้องใช้ยุทโธปกรณ์และกองกำลังมากกว่า 100 หน่วย 

“ระบบวางแผนรบอัจฉริยะนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้แม่ทัพและนักบินทำงานง่ายขึ้น โดย AI จะเลือกเป้าหมายที่สำคัญที่สุดให้ก่อน ช่วยจัดระเบียบตารางเวลาในการส่งฝูงบินออกไปถล่มศัตรูเป็นระลอก และแจกจ่ายงานให้แต่ละหน่วยบินได้อย่างแม่นยำ ซึ่งปัจจุบันกองทัพอากาศจีนได้นำระบบนี้ไปใช้ปฏิบัติภารกิจจริงแล้วหลายครั้ง”

รายการของสถานีโทรทัศน์ CCTV ที่ออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ (2 ส.ค.) ระบุ 

การเปิดเผยข้อมูลที่หาดูได้ยากเกี่ยวกับการใช้ AI ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการบูรณาการเทคโนโลยีอุบัติใหม่เข้ากับการปฏิบัติการของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) เพื่อสนับสนุนแนวคิดที่เรียกว่า ‘สงครามแบบระบบเหนือระบบ’ (System-of-Systems Warfare) ซึ่งเป็นการผสานรวมแพลตฟอร์มและระบบอาวุธที่หลากหลายเข้าด้วยกัน 

รายงานระบุว่า “เมื่อกองบินขนาดใหญ่กลายมาเป็นรูปแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปในสนามรบ ผู้บัญชาการจึงจำเป็นต้องเลือกเป้าหมายจากตัวเลือกนับร้อย ต้องประสานงานกับกองบินหลายสิบกอง จัดสรรกำลังอาวุธ และจัดระเบียบระลอกการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระบวนการคำนวณเหล่านี้ วิธีการวางแผนรบแบบเดิม ๆ ไม่สามารถทำได้เร็วทันท่วงที” 

“หลังจากผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ระบบนี้ก็ได้เข้ารับการทดสอบด้วยกระสุนจริงในขั้นสุดท้าย ซึ่งขีปนาวุธและระเบิดต่าง ๆ สามารถทำลายเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างแม่นยำ และในเวลาต่อมา ระบบนี้ถูกนำไปใช้ในการซ้อมรบครั้งใหญ่ของกองทัพอากาศ ช่วยให้หน่วยยุทธวิธีมากกว่า 100 หน่วย สามารถโจมตีประสานงานร่วมกันได้อย่างแม่นยำและพร้อมเพรียงอย่างสมบูรณ์แบบ” รายงานระบุเพิ่มเติม 

จาง จวินเซ่อ ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการทหารของจีน เปิดเผยกับสำนักข่าว Global Times เมื่อวันอาทิตย์ (2 ส.ค.) ที่ผ่านมาว่า การใส่สมองกล AI เข้าไปในแผนการรบ จะช่วยเปลี่ยนอาวุธเดี่ยวระดับเทพที่มีอยู่ ให้กลายเป็นกองทัพที่รุมโจมตีศัตรูได้อย่างสอดประสานกัน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการให้เจ้าหน้าที่ทหารมานั่งคำนวณเอง มาเป็นการให้ AI ช่วยคำนวณและวางแผนรบแทน” 

“AI สามารถช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ ด้วยการคำนวณสถานการณ์ในสนามรบแบบเรียลไทม์ แล้วเลือกอาวุธที่เหมาะที่สุดไปถล่มแต่ละเป้าหมาย พร้อมคำนวณให้เสร็จสรรพว่าต้องยิงอะไร ตอนไหน และยิงเรียงลำดับอย่างไร ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้โจมตีได้แม่นยำขึ้น ใช้ประโยชน์จากอาวุธที่มีได้คุ้มค่าที่สุด และไม่เปลืองกระสุนโดยใช่เหตุ” 

จาง กล่าว

จาง กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบนี้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์หน้างานสด ๆ ควบคู่ไปกับการจัดทัพอย่างอัจฉริยะ ซึ่งช่วยย่นเวลาตั้งแต่เจอศัตรู คิดแผน ไปจนถึงกดยิงถล่มให้เร็วขึ้นมาก โดยการย่อวงจร ‘การตรวจจับจนถึงการโจมตี’ (Sensor-to-Strike Cycle) ให้จบในพริบตานี้ จะเปลี่ยนความล้ำของเทคโนโลยีให้กลายเป็นชัยชนะในการทำศึกจริง” 

ในรายการที่ออกอากาศของ CCTV ได้โชว์ภาพอาวุธตัวท็อปของกองทัพอากาศจีนที่ใช้ระบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น : 

  • เครื่องบินรบสเตลธ์ J-20, 
  • เครื่องบินรบ J-16 และ J-10C,  
  • เครื่องบินทิ้งระเบิด H-6K 
  • ระบบขีปนาวุธอีกหลายชนิด  

นอกจากนี้ ยังเผยให้เห็นความเทพของ ‘เครื่องบินเรดาร์ลอยฟ้า’ (AWACS) ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมสั่งการรบได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการซ้อมรบในครั้งนี้ เครื่องบินต้องบินในระดับต่ำท่ามกลางอุปสรรคสาหัส ทั้งการเจอเป้าหมายหลอกที่ศัตรูสร้างขึ้นมาสับขาหลอก และการถูกปล่อยคลื่นรบกวนสัญญาณเรดาร์เป็นระยะ 

แต่ภาพฟุตเทจเผยให้เห็นว่า เครื่องบินเรดาร์ลำนี้ฉลาดพอที่จะอ่านเกมศัตรูออก และคอยนำทางให้ฝูงบินรบฝั่งเดียวกันบินเจาะเข้าไปถล่มศูนย์บัญชาการใหญ่ของข้าศึกได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าเครื่องบินประเภทนี้คือ ‘หัวใจหลักในการรวบรวมและแจกจ่ายข้อมูลในสนามรบ’ 

“การรบยุคอัจฉริยะต้องพึ่งความเร็วในการหาและประมวลผลข้อมูล ซึ่งเครื่องบินเรดาร์ของจีนนี่แหละที่เป็นทั้งศูนย์สั่งการและสมองกลหลักของภารกิจนี้” 

ซ่ง จงผิง ผู้เชี่ยวชาญทหารจีนอีกราย ระบุ 

(Photo by HECTOR RETAMAL / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์