บนอินเทอร์เน็ตของจีน ผู้คนหลายพันคนต่างรีบเข้าไปยังบัญชีโซเชียลมีเดียของนายแพทย์คนหนึ่งที่ชาวจีนยกให้เขาเป็นฮีโร่ เพื่อบอกเล่าถึงเรื่องราว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่า ‘พวกเขากำลังหันหลังให้กับนโยบายปลอดโควิด-19 แล้วนะ’ ราวกับว่าเรากำลังพูดอยู่ข้างๆ หลุมฝังศพผู้อาวุโสสักคนในครอบครัวเลยทีเดียว
หลี่เหวินเลี่ยง เป็นจักษุแพทย์วัย 33 ปี ซึ่งเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ออกมาเตือนผู้คนเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาในเมืองอู่ฮั่น เมืองทางตอนกลางของจีนที่ตรวจพบผู้ป่วยรายแรกเมื่อปลายปี 2019
หลังจากนั้นหลี่ถูกทางการจีนลงโทษ ฐานเผยแพร่ ‘ข้อความเท็จ’ และเสียชีวิตจากโควิด-19 ในเวลาต่อมา ขณะที่เขาต่อสู้เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย การตายของเขาทำให้สาธารณชนเกิดความเศร้าโศกและความโกรธแค้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมาคือ นโยบาย Zero-Covid และการรณรงค์ของ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน เพื่อกำจัดไวรัสให้หมดสิ้นในประเทศจีนที่ซึ่งผู้นำถือเป็นชัยชนะ
ขณะที่โรงพยาบาลกำลังมีผู้ป่วยที่ทะลักเข้ามาอย่างล้นหลาม กระทั่งเวลาผ่านไป มันกลายเป็นฝันร้ายเมื่อข้อจำกัดต่างๆ ยืดเยื้อ กลับกันกับประเทศอื่นๆ กลับมาเปิดอีกครั้งหลังประสบความสำเร็จในการผลักดันการฉีดวัคซีน
หลังจากการประกาศเมื่อวันพุธ (7 ธ.ค.) ว่านโยบายๆ หลายส่วนที่เคยถูกบีบบังคับถูกยกเลิก ช่องทางโซเชียลมีเดียของหลี่จึงกลายเป็นเหมือนพื้นที่ที่ให้ผู้คนที่อ่อนล้าและหมดไฟได้คิดทบทวน
ตั้งแต่มณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ไปจนถึงมณฑลยูนนานและเสฉวนที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันตก ผู้คนต่างแสดงความโล่งใจและความหวัง แต่ก็เศร้าโศกและสูญเสียไปด้วย
ผู้ใช้คนหนึ่งเขียนข้อความว่า ‘ช่วงวัยเรียนในมหาวิทยาลัยของฉันหายไปจากโรคระบาด ในช่วงเวลานั้นฉันเปลี่ยนจากสดใสเป็นซึมเศร้าจนทำอะไรไม่ถูก’
นโยบายปลอดโควิดของจีนทำให้อัตราการเสียชีวิตของประเทศต่ำ โดยประเทศนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดอย่างเป็นทางการแล้วประมาณ 5,200 ราย ขณะที่สหรัฐฯ มียอดผู้เสียชีวิตมากกว่า 1 ล้านคน
แต่นโยบาย Zero-Covid บังคับให้มีการลงโทษด้วยวิธีอื่น มีการล็อกดาวน์อย่างกะทันหันซึ่งทำให้บางคนต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้อาหารเพียงพอ ผู้ที่ติดเชื้อโควิดถูกแยกจากครอบครัวและถูกบังคับให้กักบริเวณแบบรวมศูนย์ การตั้งข้อจำกัดห้ามการเดินทางและการชุมนุม ทำให้การดำรงชีวิตประชาชนได้รับความเดือดร้อน
ขณะที่คนอื่นๆ กำลังแสดงความกังวลใจต่อประชากรสูงอายุของจีนซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนค่อนข้างต่ำ
หนึ่งในโพสต์บนหน้ากระดานโซเชียลมีเดียของหลี่ ระบุว่า ‘หลี่ ฉันมาหาคุณอีกครั้ง เมืองของเราได้รับการคลายล็อกดาวน์ หลายๆ คนตะโกนว่าในที่สุดการแพร่ระบาดก็สิ้นสุดลงหลังจากผ่านไป 3 ปี...’
‘แต่มันจบแล้วจริงๆ เหรอ?’
หลี่เหวินเลี่ยง เป็นจักษุแพทย์วัย 33 ปี ซึ่งเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ออกมาเตือนผู้คนเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาในเมืองอู่ฮั่น เมืองทางตอนกลางของจีนที่ตรวจพบผู้ป่วยรายแรกเมื่อปลายปี 2019
หลังจากนั้นหลี่ถูกทางการจีนลงโทษ ฐานเผยแพร่ ‘ข้อความเท็จ’ และเสียชีวิตจากโควิด-19 ในเวลาต่อมา ขณะที่เขาต่อสู้เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย การตายของเขาทำให้สาธารณชนเกิดความเศร้าโศกและความโกรธแค้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมาคือ นโยบาย Zero-Covid และการรณรงค์ของ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน เพื่อกำจัดไวรัสให้หมดสิ้นในประเทศจีนที่ซึ่งผู้นำถือเป็นชัยชนะ
ขณะที่โรงพยาบาลกำลังมีผู้ป่วยที่ทะลักเข้ามาอย่างล้นหลาม กระทั่งเวลาผ่านไป มันกลายเป็นฝันร้ายเมื่อข้อจำกัดต่างๆ ยืดเยื้อ กลับกันกับประเทศอื่นๆ กลับมาเปิดอีกครั้งหลังประสบความสำเร็จในการผลักดันการฉีดวัคซีน
หลังจากการประกาศเมื่อวันพุธ (7 ธ.ค.) ว่านโยบายๆ หลายส่วนที่เคยถูกบีบบังคับถูกยกเลิก ช่องทางโซเชียลมีเดียของหลี่จึงกลายเป็นเหมือนพื้นที่ที่ให้ผู้คนที่อ่อนล้าและหมดไฟได้คิดทบทวน
ตั้งแต่มณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ไปจนถึงมณฑลยูนนานและเสฉวนที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันตก ผู้คนต่างแสดงความโล่งใจและความหวัง แต่ก็เศร้าโศกและสูญเสียไปด้วย
ผู้ใช้คนหนึ่งเขียนข้อความว่า ‘ช่วงวัยเรียนในมหาวิทยาลัยของฉันหายไปจากโรคระบาด ในช่วงเวลานั้นฉันเปลี่ยนจากสดใสเป็นซึมเศร้าจนทำอะไรไม่ถูก’
นโยบายปลอดโควิดของจีนทำให้อัตราการเสียชีวิตของประเทศต่ำ โดยประเทศนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดอย่างเป็นทางการแล้วประมาณ 5,200 ราย ขณะที่สหรัฐฯ มียอดผู้เสียชีวิตมากกว่า 1 ล้านคน
แต่นโยบาย Zero-Covid บังคับให้มีการลงโทษด้วยวิธีอื่น มีการล็อกดาวน์อย่างกะทันหันซึ่งทำให้บางคนต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้อาหารเพียงพอ ผู้ที่ติดเชื้อโควิดถูกแยกจากครอบครัวและถูกบังคับให้กักบริเวณแบบรวมศูนย์ การตั้งข้อจำกัดห้ามการเดินทางและการชุมนุม ทำให้การดำรงชีวิตประชาชนได้รับความเดือดร้อน
ขณะที่คนอื่นๆ กำลังแสดงความกังวลใจต่อประชากรสูงอายุของจีนซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนค่อนข้างต่ำ
หนึ่งในโพสต์บนหน้ากระดานโซเชียลมีเดียของหลี่ ระบุว่า ‘หลี่ ฉันมาหาคุณอีกครั้ง เมืองของเราได้รับการคลายล็อกดาวน์ หลายๆ คนตะโกนว่าในที่สุดการแพร่ระบาดก็สิ้นสุดลงหลังจากผ่านไป 3 ปี...’
‘แต่มันจบแล้วจริงๆ เหรอ?’



