CIA ชี้อิหร่านยังมีคลังขีปนาวุธเหลือถึง 70% แม้ถูกสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตี

9 พ.ค. 2569 - 11:49

  • สำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ระบุว่า “อิหร่านยังคงมีขีปนาวุธอยู่ถึง 70% ของคลังอาวุธก่อนสงคราม แม้ว่าจะถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีแล้วก็ตาม”

  • นอกจากนี้ อิหร่านยังได้เปิดใช้งานคลังเก็บอาวุธใต้ดินเกือบทั้งหมดอีกครั้ง ซ่อมแซมขีปนาวุธที่เสียหาย และถึงขั้นประกอบขีปนาวุธใหม่ขึ้นมาเองด้วย

  • รายงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ซึ่งมีจุดประสงค์ยับยั้งไม่ให้ระบอบอิหร่านเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศแบบดั้งเดิมเพื่อฟื้นฟูโครงการนิวเคลียร์

CIA ชี้อิหร่านยังมีคลังขีปนาวุธเหลือถึง 70% แม้ถูกสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตี

สำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ระบุว่า “อิหร่านยังคงมีขีปนาวุธอยู่ถึง 70% ของคลังอาวุธก่อนสงคราม แม้ว่าจะถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีแล้วก็ตาม” 

อิหร่านยังได้เปิดใช้งานคลังเก็บอาวุธใต้ดินเกือบทั้งหมดอีกครั้ง ซ่อมแซมขีปนาวุธที่เสียหาย และถึงขั้นประกอบขีปนาวุธใหม่ขึ้นมาเองด้วย รายงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ซึ่งมีจุดประสงค์ยับยั้งไม่ให้ระบอบอิหร่านเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศแบบดั้งเดิมเพื่อฟื้นฟูโครงการนิวเคลียร์ 

ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันอังคาร (5 พ.ค.) ว่า “ขีปนาวุธของอิหร่านถูกทำลายไปเกือบหมดแล้ว เหลืออยู่ประมาณ 18-19% แต่ก็ไม่มากเมื่อเทียบกับที่เคยมี” 

นอกจากนี้ การวิเคราะห์ของ CIA ยังระบุว่า “อิหร่านยังคงมีแท่นยิงเคลื่อนที่ประมาณ 75% ของคลังอาวุธก่อนสงคราม ซึ่งใช้สำหรับยิงขีปนาวุธเหล่านั้น”  

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงข่าวยืนยันเมื่อวันอังคาร (5 พ.ค.) ว่า “ขีดความสามารถในการยิงขีปนาวุธของอิหร่านถูกลดทอนลงอย่างมากแล้ว...แผนของพวกเขา (อิหร่าน) คือการสร้างเกราะป้องกันแบบดั้งเดิม โดยจะมีขีปนาวุธ โดรน และจรวดหลายพันลูก จนไม่สามารถถูกโจมตีได้”  

“เบื้องหลังเกราะป้องกันแบบดั้งเดิมที่อิหร่านกำลังพยายามสร้างนั้น พวกเขาจะฉวยโอกาสทำอะไรก็ตามที่ต้องการกับโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา แต่ตอนนี้พวกเขาไม่มีเกราะป้องกันแบบดั้งเดิมนั้นอีกแล้ว” รูบิโอ กล่าว 

แม้เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของสหรัฐฯ จะประสบความสำเร็จเพียงบางส่วน แต่ดูเหมือนว่าทรัมป์กำลังพยายามยุติสงครามลง ขณะที่อิหร่านกำลังเพิ่มความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจด้วยการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมัน   

รายงานเผยว่า นับตั้งแต่การหยุดยิงมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน ทรัมป์เชื่อว่าการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านจะมีความสำคัญมากกว่าการทิ้งระเบิด เพื่อบีบให้รัฐบาลอิหร่านยอมอ่อนข้อในการเจรจา 

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ของ CIA พบว่า “อิหร่านอาจสามารถอยู่รอดจากการปิดล้อมได้นานอย่างน้อย 3-4 เดือนก่อนที่จะประสบกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่านี้” 

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งถึงกับบอกว่า “การประเมินดังกล่าวอาจยังมองข้ามความมุ่งมั่นของระบอบอิหร่านที่จะเอาตัวรอดต่ำเกินไป...ผู้นำของอิหร่านเป็นพวกหัวรุนแรง เด็ดเดี่ยว และยิ่งมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าพวกเขาจะทนแรงกดดันทางการเมืองของสหรัฐฯ ได้ และสามารถใช้การปราบปรามภายในประเทศต่อไปเพื่อยับยั้งการต่อต้านใดๆ”  

แต่เจ้าหน้าที่ข่าวกรองอาวุโสของสหรัฐฯ ยืนยันว่า “การปิดล้อมท่าเรืออิหร่านกำลังสร้างความเสียหายอย่างแท้จริงและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งตัดขาดการค้า บีบรายได้ และเร่งให้เกิดการล่มสลายทางเศรษฐกิจ”  

“กองทัพอิหร่านอ่อนแอลงอย่างมาก กองทัพเรือถูกทำลาย และผู้นำกำลังหลบซ่อนตัว สิ่งที่เหลืออยู่คือ ความกระหายของระบอบการปกครองที่จะสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่พลเรือน พวกเขาใช้ความทุกข์ของประชาชนเป็นเกราะ ทำให้ประชาชนหิวโหยและลำบาก เพื่อให้สงครามยืดออกไป แม้อิหร่านจะแพ้ในทางทหารไปแล้วก็ตาม”

 เจ้าหน้าที่อาวุโสคนดังกล่าว เผย 

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ จะทำให้ระบอบการปกครองของอิหร่านสูญเสียรายได้ประมาณ 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.5 พันล้านบาท) ต่อวัน” 

ขณะที่ แอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาว แถลงการณ์ว่า “อิหร่านถูกทำลายทางทหาร ขีปนาวุธของพวกเขาถูกทำลาย โรงงานผลิตอาวุธของพวกเขาถูกรื้อถอน กองทัพเรือของพวกเขาถูกโจมตี และกลุ่มตัวแทนของพวกเขาก็อ่อนแอลงแล้ว” 

“ตอนนี้ อิหร่านกำลังถูกบีบคั้นทางเศรษฐกิจด้วยมาตรการเศรษฐกิจภายใต้ปฏิบัติการ ‘Economic Fury’ และสูญเสีย 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) ต่อวัน เนื่องจากการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านที่ประสบความสำเร็จของกองทัพสหรัฐฯ...ระบอบการปกครองของอิหร่านรู้ดีว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่ยั่งยืน และประธานาธิบดีทรัมป์เป็นฝ่ายกุมอำนาจทั้งหมด ในขณะที่ผู้เจรจาทั้ง 2 ฝ่ายกำลังทำงานเพื่อบรรลุข้อตกลง” 

เคลลี โฆษกทำเนียบขาว กล่าว

(Photo by AFP)

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์