สำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ระบุว่า “อิหร่านยังคงมีขีปนาวุธอยู่ถึง 70% ของคลังอาวุธก่อนสงคราม แม้ว่าจะถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีแล้วก็ตาม”
อิหร่านยังได้เปิดใช้งานคลังเก็บอาวุธใต้ดินเกือบทั้งหมดอีกครั้ง ซ่อมแซมขีปนาวุธที่เสียหาย และถึงขั้นประกอบขีปนาวุธใหม่ขึ้นมาเองด้วย รายงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ซึ่งมีจุดประสงค์ยับยั้งไม่ให้ระบอบอิหร่านเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศแบบดั้งเดิมเพื่อฟื้นฟูโครงการนิวเคลียร์
ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันอังคาร (5 พ.ค.) ว่า “ขีปนาวุธของอิหร่านถูกทำลายไปเกือบหมดแล้ว เหลืออยู่ประมาณ 18-19% แต่ก็ไม่มากเมื่อเทียบกับที่เคยมี”
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ของ CIA ยังระบุว่า “อิหร่านยังคงมีแท่นยิงเคลื่อนที่ประมาณ 75% ของคลังอาวุธก่อนสงคราม ซึ่งใช้สำหรับยิงขีปนาวุธเหล่านั้น”
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงข่าวยืนยันเมื่อวันอังคาร (5 พ.ค.) ว่า “ขีดความสามารถในการยิงขีปนาวุธของอิหร่านถูกลดทอนลงอย่างมากแล้ว...แผนของพวกเขา (อิหร่าน) คือการสร้างเกราะป้องกันแบบดั้งเดิม โดยจะมีขีปนาวุธ โดรน และจรวดหลายพันลูก จนไม่สามารถถูกโจมตีได้”
“เบื้องหลังเกราะป้องกันแบบดั้งเดิมที่อิหร่านกำลังพยายามสร้างนั้น พวกเขาจะฉวยโอกาสทำอะไรก็ตามที่ต้องการกับโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา แต่ตอนนี้พวกเขาไม่มีเกราะป้องกันแบบดั้งเดิมนั้นอีกแล้ว” รูบิโอ กล่าว
แม้เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของสหรัฐฯ จะประสบความสำเร็จเพียงบางส่วน แต่ดูเหมือนว่าทรัมป์กำลังพยายามยุติสงครามลง ขณะที่อิหร่านกำลังเพิ่มความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจด้วยการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมัน
รายงานเผยว่า นับตั้งแต่การหยุดยิงมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน ทรัมป์เชื่อว่าการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านจะมีความสำคัญมากกว่าการทิ้งระเบิด เพื่อบีบให้รัฐบาลอิหร่านยอมอ่อนข้อในการเจรจา
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ของ CIA พบว่า “อิหร่านอาจสามารถอยู่รอดจากการปิดล้อมได้นานอย่างน้อย 3-4 เดือนก่อนที่จะประสบกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่านี้”
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งถึงกับบอกว่า “การประเมินดังกล่าวอาจยังมองข้ามความมุ่งมั่นของระบอบอิหร่านที่จะเอาตัวรอดต่ำเกินไป...ผู้นำของอิหร่านเป็นพวกหัวรุนแรง เด็ดเดี่ยว และยิ่งมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าพวกเขาจะทนแรงกดดันทางการเมืองของสหรัฐฯ ได้ และสามารถใช้การปราบปรามภายในประเทศต่อไปเพื่อยับยั้งการต่อต้านใดๆ”
แต่เจ้าหน้าที่ข่าวกรองอาวุโสของสหรัฐฯ ยืนยันว่า “การปิดล้อมท่าเรืออิหร่านกำลังสร้างความเสียหายอย่างแท้จริงและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งตัดขาดการค้า บีบรายได้ และเร่งให้เกิดการล่มสลายทางเศรษฐกิจ”
“กองทัพอิหร่านอ่อนแอลงอย่างมาก กองทัพเรือถูกทำลาย และผู้นำกำลังหลบซ่อนตัว สิ่งที่เหลืออยู่คือ ความกระหายของระบอบการปกครองที่จะสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่พลเรือน พวกเขาใช้ความทุกข์ของประชาชนเป็นเกราะ ทำให้ประชาชนหิวโหยและลำบาก เพื่อให้สงครามยืดออกไป แม้อิหร่านจะแพ้ในทางทหารไปแล้วก็ตาม”
— เจ้าหน้าที่อาวุโสคนดังกล่าว เผย
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ จะทำให้ระบอบการปกครองของอิหร่านสูญเสียรายได้ประมาณ 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.5 พันล้านบาท) ต่อวัน”
ขณะที่ แอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาว แถลงการณ์ว่า “อิหร่านถูกทำลายทางทหาร ขีปนาวุธของพวกเขาถูกทำลาย โรงงานผลิตอาวุธของพวกเขาถูกรื้อถอน กองทัพเรือของพวกเขาถูกโจมตี และกลุ่มตัวแทนของพวกเขาก็อ่อนแอลงแล้ว”
“ตอนนี้ อิหร่านกำลังถูกบีบคั้นทางเศรษฐกิจด้วยมาตรการเศรษฐกิจภายใต้ปฏิบัติการ ‘Economic Fury’ และสูญเสีย 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) ต่อวัน เนื่องจากการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านที่ประสบความสำเร็จของกองทัพสหรัฐฯ...ระบอบการปกครองของอิหร่านรู้ดีว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่ยั่งยืน และประธานาธิบดีทรัมป์เป็นฝ่ายกุมอำนาจทั้งหมด ในขณะที่ผู้เจรจาทั้ง 2 ฝ่ายกำลังทำงานเพื่อบรรลุข้อตกลง”
— เคลลี โฆษกทำเนียบขาว กล่าว
(Photo by AFP)





