ผู้เชี่ยวชาญชี้ความพยายาม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ยังลูกผีลูกคน

14 มิ.ย. 2566 - 11:05

  • สำหรับคนไทยหลายคน การเลือกตั้งถูกมองว่าเป็นประตูสู่ยุคใหม่ทางการเมืองและเป็นการยุติความไร้เสถียรภาพหลายปีที่มีทั้งการปกครองของทหาร ความไม่สงบของพลเรือน และภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

  • ผู้เชี่ยวชาญแห่งสถาบัน ISEAS Yusof Ishak ซึ่งเป็นกลุ่มวิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสิงคโปร์ กล่าวว่า พิธาและพรรคก้าวไกลของเขาเผชิญกับความท้าทายหลายประการนอกเหนือจากความต้องการการสนับสนุนจาก ส.ว.

Coalition_efforts_to_lead_thai_government_in_limbo_SPACEBAR_Thumbnail_666a8aedcd.jpeg
สำนักข่าว VOA รายงานว่า เป็นเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งเห็นว่าพรรคฝ่ายค้านได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด แต่มีคำถามเกิดขึ้นตามมาว่า ‘ผู้ชนะจะมีโอกาสปกครองประเทศหรือไม่?’  

สำหรับคนไทยหลายคน การเลือกตั้งถูกมองว่าเป็นประตูสู่ยุคใหม่ทางการเมืองและเป็นการยุติความไร้เสถียรภาพหลายปีที่มีทั้งการปกครองของทหาร ความไม่สงบของพลเรือน และภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ  

คนนับล้านเลือกพรรคก้าวไกล ที่นำโดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและเป็นเคนดิเดตนายกคนที่ 30 ของประเทศไทย เป็นผู้นำรัฐบาลชุดต่อไป แซงหน้าพรรคอื่นทั้งหมดด้วย 151 จาก 500 ที่นั่งในสภาล่างของรัฐสภา จากนั้นพรรคได้จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอีก 7 พรรค รวมทั้งพรรคเพื่อไทย จนได้ที่นั่งทั้งหมด 312 ที่นั่ง 

แต่การจะจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น จะต้องมีที่นั่งเสียงข้างมากในสภาล่างบวกกับวุฒิสภา (ส.ว.) 250 ที่นั่ง ซึ่งรัฐบาลทหารเป็นผู้แต่งตั้งสมาชิก พรรคก้าวไกลยังคงรอดูว่าจะได้รับการสนับสนุนจาก ส.ว. ‘มากพอ’ ที่จะให้ได้ที่นั่งทั้งหมด 376 ที่นั่งหรือไม่ 

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ เป็นนักรัฐศาสตร์แห่งสถาบัน ISEAS Yusof Ishak ซึ่งเป็นกลุ่มวิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสิงคโปร์ กล่าวว่า พิธาและพรรคก้าวไกลของเขาเผชิญกับความท้าทายหลายประการนอกเหนือจากความต้องการการสนับสนุนจาก ส.ว. 

“มีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะบ่อนทำลายคุณสมบัติของพิธาในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ตัดสิน และแนวร่วมที่ระแคะระคายใจกับพรรคเพื่อไทยซึ่งจะได้ประโยชน์หากพิธาถูกตัดสิทธิ” ณภัทรกล่าวพร้อมเสริมว่า นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าแนวร่วมที่เสนอมา อาจล่มสลายได้ภายใต้การนำของพรรคก้าวไกล 

“อุปสรรคเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเส้นทางการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลจะเป็นสิ่งที่ท้าทายและไม่แน่นอนอย่างยิ่ง” ณภัทรกล่าวกับสำนักข่าว VOA 

การเมืองของพรรค

พรรคเพื่อไทยเป็นตัวเต็งในการเลือกตั้งล่วงหน้าแต่ได้อันดับ 2 ด้วยจำนวน 141 ที่นั่ง พรรคนี้ถูกมองว่าน่าสนใจสำหรับพรรคอนุรักษนิยมและผู้ภักดีต่อทหารในวุฒิสภา แต่รองหัวหน้า ภูมิธรรม เวชยชัย กล่าวล่าสุดว่า การละทิ้งพันธมิตรจะเป็น ‘ทางเลือกสุดท้าย’ 

ในเดือนพฤษภาคม พรรคก้าวไกลได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกับพันธมิตรทั้ง 7 พรรค โดยสรุปวาระการประชุม 23 ประเด็น ประเด็นสำคัญบางประการรวมถึงการปฏิรูปกองทัพและการยุติการเกณฑ์ทหาร 

แต่ข้อตกลงร่วมที่ขาดหายไปคือการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของประเทศไทยซึ่งห้ามการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ กฎหมายดังกล่าวมีระบุไว้ในมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาของไทย และมีโทษจำคุกยาวนานสำหรับการละเมิด ซึ่งการแก้ไขเป็นการให้คำมั่นในการหาเสียงครั้งใหญ่ของพรรคก้าวไกล 

พรรคร่วมรัฐบาลยังไม่สามารถตกลงแก้ไขได้ แต่พิธากล่าวว่า เขามั่นใจว่าจะมีการส่งแบบร่างสำหรับการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเข้าสภาฯ ในเวลาที่เหมาะสม 

“อุปสรรคที่พิธาและพรรคกำลังเผชิญเน้นย้ำให้เห็นถึงการต่อสู้อย่างต่อเนื่องของประเทศ เพื่อหลีกหนีจากระบอบทหารลูกผสมที่ยังคงมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสียในสถานะที่เป็นอยู่” ณภัทร กล่าว 

กระบวนการตรวจสอบพิธา

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เริ่มการตรวจสอบว่า เขา (พิธา) รู้อยู่แล้วว่าเขาอาจไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ตั้งแต่แรก เนื่องจากภายใต้กฎการเลือกตั้ง ผู้สมัครไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทสื่อ ซึ่งพิธาในวัย 42 ปี กล่าวว่า เขามีหุ้นในสถานีโทรทัศน์อินดิเพนเดนท์ หรือไอทีวี (iTV) ซึ่งเป็นมรดกจากพ่อของเขา 

ประเด็นนี้ดูเหมือนจะขึ้นอยู่กับฝ่ายกกต.ว่า ควรพิจารณาว่า iTV เป็นบริษัทสื่อหรือไม่หลังจากที่สัมปทานทีวีสิ้นสุดลงในปี 2007 

ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ เพื่อนร่วมรุ่นอาวุโสของสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในกรุงเทพฯ กล่าวว่า โอกาสของพรรคก้าวไกลในการเป็นผู้นำรัฐบาลชุดต่อไปแขวนอยู่บนเส้นด้าย 

“เหล่ามหาอำนาจของไทยที่ดูเหมือนจะไม่เต็มใจที่จะให้ทั้งพิธา และพรรคก้าวไกลเข้ามามีอำนาจ เนื่องจากข้อเสนอการปฏิรูปกองทัพและสถาบันกษัตริย์อย่างจริงจัง” ฐิตินันท์กล่าวกับ VOA พร้อมเสริมว่า เมื่อเจตจำนงของประชาชนดังที่แสดงไว้ในการเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค. ถูกขัดขวางและล้มล้างเช่นนี้ สถานการณ์ทางการเมืองจะไม่มั่นคงและอาจเกิดความวุ่นวายในอนาคต 

ในปี 2020 และ 2021 ประเทศไทยสั่นสะเทือนด้วยการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งนำโดยเยาวชนเป็นส่วนใหญ่ มีการปะทะกับตำรวจจนเป็นเรื่องปกติ และมีผู้ถูกจับกุมหลายร้อยคน 

แมทธิว วีลเลอร์ นักวิเคราะห์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ International Crisis Group ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ติดตามความขัดแย้งทั่วโลก กล่าวว่า ประเทศไทยอาจได้เห็นการลงถนนประท้วงอีกครั้งหากผู้ชนะการเลือกตั้งไม่สามารถเป็นผู้นำรัฐบาลได้ 

“มีแนวโน้มว่าจะมีการประท้วงบนท้องถนน พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของละครการเมืองในประเทศไทย” วีลเลอร์ กล่าวกับ VOA พร้อมเสริมว่า การประท้วงที่ใหญ่โตและยืดเยื้ออาจขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดจะได้เป็นรัฐบาลและบทลงโทษใดที่ส่งไปยังพรรคก้าวไกลและเหล่าผู้บริหาร 

วีลเลอร์กล่าวเสริมด้วยว่า ทางการอาจปล่อยให้การประท้วงดำเนินไป เนื่องจากประสบความสำเร็จในการยับยั้งและยืดเยื้อการประท้วงในปี 2020 – 2021 ที่ผ่านมา 

เจ้าหน้าที่การเลือกตั้งของไทยมีเวลาถึงวันที่ 13 กรกฎาคมในการรับรองจำนวน ส.ส. ที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างน้อย 95% และประกาศผลอย่างเป็นทางการ จนกว่าจะถึงเวลานั้น ไม่น่าเป็นไปได้ที่วุฒิสภาจะตัดสินใจว่าจะสนับสนุนใคร 

คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของไทยคาดว่าจะมีขึ้นภายในเดือนสิงหาคม ซึ่งจะมีการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์