จากกรณี ‘โกงสอบท้องถิ่น’ ที่พบคะแนนผิดปกติกว่า 5,000 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนสืบสวนและขยายผลเพื่อสาวไปถึงตัวผู้บงการระดับสูง...วิกฤตโกงสอบที่สะเทือนทั้งประเทศครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึง ‘โรคร้ายเรื้อรัง’ ในโครงสร้างราชการ และเป็นการตอกย้ำว่าระบบคัดเลือกข้าราชการไทยต้องได้รับการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน
คำถามคือ ในขณะที่บ้านเรายังต้องสู้กับกลโกง...แต่รู้หรือไม่ว่ายังมีประเทศในโลกใบนี้ที่ระบบการสอบราชการมีความโปร่งใสสูงมาก จนอัตราการโกงสอบ ‘เกือบเป็นศูนย์’
-สิงคโปร์-
เพื่อนบ้านอาเซียนอย่างสิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2025 ที่ 84 คะแนน อยู่อันดับ 3 ของโลกและอันดับ 1 ของอาเซียน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจเลยที่สิงคโปร์จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ ‘แทบไม่มีการโกงสอบ’ หรือ ‘การทุจริตในระบบราชการ’ เลย
- ระบบ ‘คุณธรรมนิยม’
ระบบคุณธรรมนิยมในสิงคโปร์เริ่มจากการสร้างระบบราชการท้องถิ่นในช่วงทศวรรษ 1950 เพื่อแทนที่ชาวอังกฤษด้วยคนท้องถิ่นที่มีความสามารถ ซึ่งต่อมา ระบบดังกล่าวได้กลายเป็นหลักการสำคัญในการต่อสู้กับระบบอุปถัมภ์และสร้างความเท่าเทียมในยุคหลังได้รับเอกราช
ในสิงคโปร์ยุคหลังได้รับเอกราช ระบบคุณธรรมนิยมถูกผูกเข้ากับการต่อสู้กับวัฒนธรรมอุปถัมภ์และการผลักดันเพื่อสร้างระบบบริการสาธารณะที่สะอาดและมีประสิทธิภาพ โดยอดีตนายกรัฐมนตรี ลี กวน ยู ได้เน้นย้ำให้ข้าราชการก้าวหน้าด้วยความสามารถ ‘ไม่ใช่เส้นสาย’
แนวปฏิบัติสำคัญที่ยังคงใช้ถึงปัจจุบันคือ การสรรหาแบบเปิด การประเมินผลที่ชัดเจน และการจ่ายค่าตอบแทนที่แข่งขันได้ตามประสิทธิภาพ โดยมีการให้ออกจากงานหากผลงานไม่ดี
- ระบบ ‘ปิดตาตรวจ’ ไร้ชื่อ-ไร้ประวัติ
ในขั้นตอนการทำข้อเขียนและการคัดเลือกข้าราชการผ่านคณะกรรมการบริการพลเรือน (PSC) ประวัติส่วนตัว ชื่อ นามสกุล หรือตระกูลของผู้เข้าสอบจะถูกปิดเป็นความลับสูงสุด
ระบบจะแปลงข้อมูลผู้สอบทุกคนให้กลายเป็น ‘รหัสสุ่มในคอมพิวเตอร์’ โดยเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ตรวจข้อสอบหรือประเมินคะแนนจะเห็นเพียงแค่คำตอบบนหน้าจอเท่านั้น แต่จะไม่รู้เลยว่ากำลังตรวจข้อสอบของใคร ลูกเต้าเหล่าใคร ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ระบบ ‘เส้นสาย’ หรือการแอบฝากฝังเพื่อแก้คะแนนถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง
- ไม่มีอีกแล้วข้อสอบ ‘ปรนัย’
สิงคโปร์เลิกใช้ข้อสอบประเภทกากบาท (ปรนัย) หรือข้อสอบที่เน้นการท่องจำตำรามาตอบนานแล้ว เพราะข้อสอบเหล่านั้นเอื้อต่อการแอบพกโพย สิงคโปร์จึงหันมาใช้ :
- Psychometric Testing : ข้อสอบวิเคราะห์ตรรกะ แนวคิด และสภาพจิตวิทยาเชิงลึก ซึ่งไม่มีคำตอบถูกผิดตายตัว แต่ใช้คอมพิวเตอร์ประเมินการตอบสนอง
- Scenario-Based Presentation : การโยนโจทย์วิกฤตการณ์ระดับประเทศให้ผู้สอบ แล้วให้เวลาสั้นๆ ในการคิดเพื่อนำเสนอวิธีแก้ปัญหาต่อหน้าคณะกรรมการ 5 คนทันที ซึ่งข้อสอบรูปแบบนี้แก้ปัญหาการโกงได้อย่างเด็ดขาด เพราะผู้สมัครต้องใช้ไหวพริบและการคิดวิเคราะห์แบบสดๆ ทำให้ไม่สามารถแอบพกโพยหรือจ้างคนอื่นมานั่งสอบแทนหน้ากล้องได้เลย
- หน่วยงานปราบโกงอิสระ (CPIB) พร้อมไล่ล่าคนโกง
สิงคโปร์มีหน่วยงานที่ชื่อว่า ‘CPIB’ (Corrupt Practices Investigation Bureau) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ขึ้นตรงต่อสํานักนายกรัฐมนตรีเท่านั้น และมีอำนาจในการสืบสวน
หากมีระบบแจ้งเตือนว่าคะแนนสอบของใครมีความผิดปกติ หรือมีเค้าลางของการทุจริต เจ้าหน้าที่ CPIB สามารถเข้าจับกุม ยึดอุปกรณ์ไอที และสืบค้นประวัติการเงินย้อนหลังของผู้เกี่ยวข้องได้ทันทีโดยไม่ต้องรอหมายศาล ซึ่งความน่าเกรงขามของหน่วยงานนี้ทำให้ไม่มีข้าราชการคนไหนกล้าเสี่ยงช่วยเหลือผู้เข้าสอบ
- นโยบายจ่ายเงินเดือนข้าราชการสูงลิ่วเพื่อกันคอร์รัปชัน
นี่คือปรัชญา ‘White as Snow’ ของลี กวนยู อดีตนายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลสิงคโปร์จะจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการให้แก่ข้าราชการพลเรือนในระดับที่สูงมาก (ใกล้เคียงหรือเทียบเท่าภาคเอกชนระดับท็อป)
การให้ผลตอบแทนที่สูงทำให้ข้าราชการมีเกียรติและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมาก ส่งผลให้ ‘ต้นทุนของการโกงนั้นสูงเกินไป’ เพราะถ้าถูกจับได้ว่าทุจริตข้อสอบหรือรับสินบนแม้เพียงครั้งเดียว โทษก็คือ ‘การไล่ออกทันที ยึดเงินบำเหน็จบำนาญทั้งหมดที่มีมาตลอดชีวิต และติดคุก’ ซึ่งไม่คุ้มเลยกับการยอมแลกเพื่อช่วยใครโกงสอบ
-ญี่ปุ่น-

ประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ระบบการคัดเลือกข้าราชการโปร่งใสในระดับท็อปของโลก โดยกระทรวงหรือหน่วยงานราชการของญี่ปุ่นแทบไม่มีประวัติการโกงข้อสอบราชการเลย เบื้องหลังความสำเร็จนี้เกิดจากการออกแบบระบบการสรรหาที่เน้น ‘ทำลายโอกาสที่จะโกง’ ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมความรับผิดชอบอันเข้มงวด
- วัฒนธรรมแห่งความอับอาย (Shame Culture)
โดยทั่วไปแล้ว สังคมญี่ปุ่นจะค่อนข้างแคร์สายตาคนรอบข้างหรือโลกภายนอกมากว่า “ถ้าเราทำแบบนี้แล้ว คนอื่นจะมองเรายังไง?” “จะทำให้ครอบครัว/องค์กรอับอายไหม?” นั่นเป็นเพราะว่าสังคมที่นี่ขับเคลื่อนด้วยการรักษาชื่อเสียงและการยอมรับจากผู้อื่น จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะโกงสอบ
หากถูกจับได้ขึ้นมาว่าโกงข้อสอบ เรื่องราวมันจะไม่ได้จบแค่การปรับตกเนี่ยสิ แต่หมายถึงความอัปยศที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต แถมยังสร้างความอับอายให้แก่ครอบครัวอีก พวกเขาเลยมองว่า “มันไม่คุ้มที่จะเสี่ยงเอาเสียเลย”
- โกงข้อสอบระดับชาติ = ก่ออาชญากรรมทางกฎหมาย
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มองว่าการโกงสอบระดับชาติเป็นเป็น ‘การก่ออาชญากรรมทางกฎหมาย’ โดยเคยมีเคสที่คนแอบส่งข้อสอบออกนอกห้อง แล้วถูกตำรวจจับในข้อหา ‘รบกวนการดำเนินงานของศูนย์สอบโดยมิชอบ’ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 เยน (ราว 1 แสนบาท)
คนที่จะไปสอบข้าราชการญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ต้องการความมั่นคง หากถูกจับได้ว่าโกงสอบข้าราชการ ผลกระทบจะรุนแรงกว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยหลายเท่า :
- ถูกบันทึกประวัติและตัดสิทธิ์ในการสอบเข้ารับราชการทุกหน่วยงานตลอดชีวิต
- ถูกดำเนินคดีอาญาข้อหา ‘ขัดขวางการดำเนินงานของรัฐ’
ประวัติอาชญากรรมนี้จะทำให้ ไม่สามารถสมัครงานในบริษัทเอกชนชั้นนำได้อีกเลย เท่ากับปิดประตูอนาคตการทำงานไปโดยปริยาย
ยกตัวอย่างการโกงสอบคัดเลือกเข้าทำงานของบริษัทเอกชน : คดีจ้างสอบออนไลน์เมื่อปี 2022 ที่ตำรวจญี่ปุ่นได้เข้าจับกุม เนะโอะ ทานากะ ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยคันไซ ในข้อหาทุจริตระบบคอมพิวเตอร์และปลอมแปลงข้อมูล
ทานากะเปิดเพจบน X รับจ้าง ‘นั่งสอบออนไลน์’ (SPI Test ซึ่งเป็นข้อสอบคัดเลือกพนักงานเบื้องต้นของบริษัทในญี่ปุ่น) แทนผู้สมัครงาน ซึ่งทานากะนั่งทำข้อสอบแทนไปมากกว่า 300 คน และกวาดเงินไปกว่า 4 ล้านเยน (ราว 1 ล้านบาท)
แต่หลังจากถูกจับกุม ทานากะก็ถูกดำเนินคดีอาญา ส่วนนักศึกษาที่จ้างทานากะมามาสอบ ก็ถูกบริษัทปรับตก และถูกไล่ออกทันทีหากเข้าทำงานไปแล้ว ซึ่งคดีนี้ทำให้บริษัทญี่ปุ่นหันมาปรับระบบสอบออนไลน์ด้วยการบังคับเปิดกล้องและใช้ระบบตรวจจับใบหน้าเพื่อป้องกันการทุจริต
-อังกฤษ-

อังกฤษเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ขึ้นชื่อว่า “แทบไม่มีการโกงสอบราชการ” เลย อันเนื่องมาจากระบบคัดเลือกไม่ได้ใช้การสอบวัดความจำแบบดั้งเดิม แต่เปลี่ยนไปใช้ระบบประเมินตัวตนและพฤติกรรมที่ ‘โกงได้ยาก’ ควบคู่ไปกับบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงถึงขั้นติดคุกและยึดทรัพย์
- ข้อสอบพฤติกรรมที่ไม่มีสูตรสำเร็จให้ลอก
ข้อสอบพฤติกรรม หรือ ‘Situational Judgement Test’ (SJT) เป็นเหมือนด่านแรกของการคัดเลือกข้าราชการอังกฤษ ซึ่งจะใช้ข้อสอบวัดการตัดสินใจตามสถานการณ์จำลองว่า “ในสถานการณ์นี้คุณจะแก้ปัญหาอย่างไร?” ซึ่งคำตอบจะถูกคำนวณคะแนนตามค่านิยมและพฤติกรรมหลักขององค์กร (Civil Service Behaviours)
การแอบจำคำตอบหรือแอบส่งข้อสอบออกไปให้คนอื่นช่วยเฉลยจึงทำได้ยาก เพราะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวเหมือนข้อสอบคณิตศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์
- จัดสอบซ้ำ 2 รอบจับโป๊ะคนโกง
ระบบราชการอังกฤษมีมาตรการซ้อนกันหลายชั้นเพื่อสกัดกั้นผู้ที่พยายามโกงระบบ จึงเกิดกระบวนการจัดสอบซ้ำ 2 รอบขึ้นมา (Validation Tests) อธิบายได้ว่า หากการสอบรอบแรกเป็นการสอบออนไลน์ที่บ้าน แล้วผู้สมัครได้คะแนนสูงผิดปกติ หรือมีข้อสงสัยว่าอาจมีการจ้างวานคนอื่นมาทำแทน เมื่อผู้สมัครผ่านเข้าสู่รอบถัดไป รัฐบาลจะบังคับให้ผู้สมัครรายนั้นต้องทำ ‘ข้อสอบยืนยันผล’ ต่อหน้ากรรมการในศูนย์ประเมินอีกครั้งเพื่อเทียบเคียงคะแนน หากคะแนนดิ่งลงอย่างมีนัยสำคัญจะถูกปรับตกทันที
การสอบผ่านศูนย์ประเมินจำลองสถานการณ์จริงจะเป็นเหมือนด่านตัดสินของข้าราชการอังกฤษไม่ใช่การกาข้อสอบ แต่คือการเข้าไปอยู่ในศูนย์ประเมินเพื่อทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เช่น การอภิปรายกลุ่ม, การพรีเซนต์งานสด และการสัมภาษณ์พฤติกรรมเชิงลึก
ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวต้องใช้ไหวพริบสดๆ จึงเป็นด่านที่ ‘ไม่สามารถโกง’ หรือ ‘จ้างใครมาทำแทนได้เลย’
- การตรวจสอบประวัติและจริยธรรมที่เข้มงวด
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (Civil Service Commission) มีหน้าที่ควบคุมหลักเกณฑ์การสรรหา หากพบว่าผู้สมัครมีความพยายามทุจริต ปลอมแปลงประวัติ หรือโกงสอบ จะถูกตัดสิทธิ์จากการสมัครงานในภาครัฐทันที และอาจส่งผลต่อการตรวจสอบประวัติความมั่นคง ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถทำงานในตำแหน่งสำคัญของประเทศได้อีกเลย
- บทลงโทษรุนแรง
การโกงสอบออนไลน์ การจ้างคนมาสอบแทน หรือการปลอมแปลงประวัติเพื่อเข้าทำงานราชการในอังกฤษนั้น ถือเป็น ‘คดีอาญาอุกฉกรรจ์’ ไม่ใช่แค่เรื่องวินัย
- ถูกแบนจากการทำงานในภาครัฐตลอดชีวิต : หากตรวจพบการทุจริต ผู้สมัครจะถูกปรับตกและตัดสิทธิ์จากการคัดเลือกในทันที ข้อมูลการทุจริตจะถูกบันทึกไว้ในระบบฐานข้อมูลกลางของรัฐ ทำให้ไม่สามารถสมัครงานในหน่วยงานราชการ หรือองค์กรส่วนท้องถิ่นใดๆ ได้อีกเลยตลอดชีวิต
- โทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี : ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการฉ้อโกงปี 2006 ระบุว่า “การแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนหรือทำให้ผู้อื่นเสียประโยชน์ ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และปรับเงินโดยไม่จำกัดจำนวน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของคดี”
- ยึดคืนเงินเดือนทั้งหมด : หากโกงจนหลุดรอดเข้าไปทำงานได้แล้ว แต่รัฐจับได้ในภายหลัง อัยการสามารถฟ้องร้องเพื่อยึดทรัพย์หรือเรียกคืนเงินเดือนทั้งหมดที่เคยได้รับนับตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน เพราะถือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการฉ้อโกงตั้งแต่ต้น
(Photo by Shutterstock / chaiwat wongsangam)





