ผ่ากฎหมายแดนประหาร : ประเทศไหนยังประหารชีวิตอยู่-ยกเลิกประหารแล้ว

4 ส.ค. 2569 - 20:15

  • SPACEBAR พาสำรวจประเทศที่ยังมีการประหารชีวิตจริง และประเทศที่ ‘ยกเลิก’ โทษประหารชีวิตไปแล้วในทางปฏิบัติ

  • กลุ่มประเทศที่มีสถิติการประหารชีวิตสูงสุดในโลกคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80-90% ของการประหารชีวิตที่เกิดขึ้นทั่วโลกในแต่ละปี

ผ่ากฎหมายแดนประหาร : ประเทศไหนยังประหารชีวิตอยู่-ยกเลิกประหารแล้ว

ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในสังคมไทยสำหรับ ‘โทษประหารชีวิต’ ทุกครั้งที่มีข่าวการฆาตกรรมสะเทือนขวัญอย่างคดีแอม ไซยาไนด์, คดี ผอ.กอล์ฟ ปล้นร้านทองลพบุรี, คดีผู้กำกับโจ้ หรือแม้แต่คดีล่าสุด ‘ไอ้ป๋องฆาตกร 5 ศพ’ ที่หลายคนต่างเรียกร้องให้ได้รับโทษประหารชีวิต 

ประเด็นก็คือ ในหลายๆ คดีที่ศาลสั่งประหารชีวิต แต่นักโทษประหารยังคงใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำรอการประหาร ทำให้สังคมไทยตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมให้เหยื่อที่เสียชีวิตจากฆาตกรเหล่านี้ และโทษประหารในประเทศไทยที่ปัจจุบันแม้ยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่บังคับใช้จริง แต่ไทยก็หยุดประหารชีวิตมาประมาณ 8 ปีกว่าแล้วตั้งแต่ปี 2018 

แต่ก็ยังไม่ถึงเกณฑ์ 10 ปี ที่จะถูกเลื่อนสถานะเป็นประเทศที่ ‘ยกเลิก’ โทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ (De Facto Abolitionist) ตามหลักสากล...SPACEBAR จะพาไปสำรวจประเทศที่ยังมีการประหารชีวิตจริง และประเทศที่ ‘ยกเลิก’ โทษประหารชีวิตไปแล้วในทางปฏิบัติ 

ประเทศที่ยังมีการประหารชีวิตอยู่ 

(Photo by Shutterstock / Hakim Graphy)
(Photo by Shutterstock / Hakim Graphy)

-สหรัฐฯ- 

สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอเมริกาที่ยังคงประหารชีวิตคนอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประหารชีวิตนักโทษไปแล้วทั้งสิ้น 1,673 ราย นับตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ระบบกฎหมายยุคใหม่ตั้งแต่ปี 1976 จนถึงปี 2026 (อัปเดตล่าสุดสิ้นเดือนกรกฎาคม 2026) 

โทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ ถูกแบ่งขอบเขตอำนาจออกเป็น 2 ระดับอย่างชัดเจน คือ : 

  • ระดับรัฐ (State) 
  • ระดับรัฐบาลกลาง (Federal) 

ในระดับรัฐ อำนาจการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับกฎหมายและนโยบายภายในของแต่ละพื้นที่ ปัจจุบันมี 23 รัฐที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วโดยเด็ดขาด ขณะที่รัฐที่เหลือยังคงมีผลบังคับใช้ แต่บางรัฐก็มีการประกาศพักการประหารชีวิตชั่วคราว 

ส่วนกฎหมายระดับรัฐบาลกลางจะครอบคลุมเฉพาะฐานความผิดที่ร้ายแรงระดับชาติ เช่น การก่อการร้าย อาชญากรรมความมั่นคง หรือคดีอุกฉกรรจ์ที่ข้ามเกี่ยวหลายรัฐ 

นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรมของสหรัฐฯ ในคดีโทษประหารชีวิตยังมีมาตรการที่เข้มงวดมาก โดยกำหนดให้คณะลูกขุนต้องมีมติเห็นพ้องต้องกันเป็น ‘เอกฉันท์’ ในช่วงการพิจารณากำหนดโทษ และมีขั้นตอนการอุทธรณ์ที่ซับซ้อน ส่งผลให้นักโทษส่วนใหญ่ต้องใช้เวลารอคอยอยู่แดนประหารเฉลี่ยยาวนานกว่า 10–20 ปีก่อนจะมีการประหารชีวิตจริง 

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีรัฐที่ยังคงโทษประหารชีวิตอยู่ทั้งหมด 27 รัฐ ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีกฎหมายกำหนดวิธีประหารนักโทษแตกต่างกันออกไปทั้งหมด 5 วิธีหลักโดยวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดคือ ‘การฉีดยาสารพิษ’ ซึ่งจะมัดนักโทษติดกับเตียงก่อนจะฉีดตัวยา 3 ชนิดเพื่อทำให้สลบ เป็นอัมพาต และหัวใจหยุดเต้นในที่สุด หรือในบางรัฐอาจปรับมาใช้ยาสลบเกินขนาดเพียงตัวเดียวเพื่อให้ผู้ต้องขังหลับและเสียชีวิตไปเองอย่างสงบ 

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาการขาดแคลนตัวยาดังกล่าว ทำให้หลายรัฐเริ่มนำ ‘การรมแก๊สพิษ’ กลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันมีทั้งการใช้ห้องรมแก๊สไซยาไนด์แบบดั้งเดิม และวิธีใหม่ล่าสุดอย่างการใช้แก๊สไนโตรเจนบริสุทธิ์ 100% 

นอกจากนี้ยังมี ‘เก้าอี้ไฟฟ้า’ ซึ่งเป็นวิธีสำรอง โดยเจ้าหน้าที่จะทำการโกนผมและขานักโทษเพื่อขึงสายเคเบิล ก่อนจะปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงสลับต่ำวิ่งตรงเข้าทำลายระบบประสาทและหัวใจให้หยุดทำงานทันที 

สำหรับรัฐทางใต้อย่างยูทาห์ หรือไอดาโฮ ยังคงอนุมัติให้ใช้ ‘การยิงเป้า’ เป็นทางเลือกสำรอง โดยนักโทษจะถูกมัดติดเก้าอี้ล้อมกระสอบทรายและเอาผ้าคลุมหัว จากนั้นเจ้าหน้าที่แม่นปืน 5 นายจะระดมยิงเข้าที่เป้าสีขาวตรงหัวใจพร้อมกัน 

ส่วนวิธีสุดท้ายคือ ‘การแขวนคอ’ ซึ่งแม้ว่าในทางกฎหมายของบางรัฐจะยังเปิดช่องให้ทำได้หากนักโทษร้องขอเอง แต่ในทางปฏิบัติจริง วิธีเก่าแก่นี้ไม่มีการนำมาใช้งานจริงในแผ่นดินสหรัฐฯ มานานหลายสิบปีแล้ว 

ทั้งนี้ ตามกฎหมายสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะกำหนดให้การฉีดยาสารพิษเป็นวิธีหลัก แต่ก็เปิดโอกาสให้นักโทษสามารถเลือกวิธีสำรอง เช่น เก้าอี้ไฟฟ้า หรือยิงเป้า ได้ด้วยตัวเอง หากพวกเขา (นักโทษ) กังวลว่าวิธีฉีดยาอาจเกิดข้อผิดพลาดและทำให้ต้องเผชิญกับความทรมานก่อนสิ้นใจ   

-ญี่ปุ่น- 

แม้ว่าตามประมวลกฎหมายอาญาของญี่ปุ่นจะระบุความผิดที่อาจได้รับโทษประหารชีวิตไว้ถึง 14 ฐานความผิด (เช่น การก่อการร้าย, การวางเพลิงที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต) แต่ในทางปฏิบัติ ศาลญี่ปุ่นจะพิพากษาประหารชีวิตกับคดีฆาตกรรมอุกฉกรรจ์ขั้นรุนแรงเท่านั้น  

บรรทัดฐานหลักที่ศาลใช้พิจารณาเรียกว่า ‘เกณฑ์นากายามะ’ (Nagayama Criteria) ซึ่งได้มาจากคดีของ ‘โนริโอะ นากายามะ’ ในปี 1983 โดยศาลจะพิจารณาจาก 9 ปัจจัยอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจประหารชีวิตนักโทษ ได้แก่ : 

  • จำนวนผู้เสียชีวิต : หากมีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป โอกาสได้รับโทษประหารชีวิตจะสูงมาก (แต่หากมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ศาลมักจะลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เว้นแต่พฤติการณ์จะทารุณกรรมอย่างสุดโต่ง เช่น คดีฆ่าเรียกค่าไถ่ หรือคดีทรมาน) 
  • ความโหดร้ายทารุณ : วิธีการฆ่าและการกระทำต่อเหยื่อ 
  • แรงจูงใจในการก่อเหตุ : เช่น การฆ่าเพื่อชิงทรัพย์ หรือความแค้น 
  • ผลกระทบต่อสังคม : ความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในชุมชน 
  • ความรู้สึกของครอบครัวเหยื่อ : ญาติผู้สูญเสียเรียกร้องให้ประหารชีวิตหรือไม่ 
  • การสำนึกผิดและความเป็นไปได้ในการกลับตัว ของจำเลย

นักโทษประหารชีวิตในศูนย์กักกันทั้ง 7 แห่งทั่วญี่ปุ่นจะไม่ทราบวันประหารชีวิตล่วงหน้า แต่จะได้รับการแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการในตอนเช้าของวันนั้น และมีเวลาเตรียมตัวเพียง 1–2 ชั่วโมงก่อนถูกนำตัวไปประหารชีวิตด้วยวิธี ‘แขวนคอ’ ขณะที่ครอบครัว สื่อมวลชน และทนายความจะได้รับแจ้งหลังจากที่การประหารชีวิตเสร็จสิ้นลงแล้วเท่านั้น ซึ่งกระบวนการที่ปกปิดเช่นนี้มักตกเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ด้านมนุษยธรรมจากองค์กรสากลอย่างต่อเนื่อง 

หลังจากที่ญี่ปุ่นว่างเว้นจากการประหารชีวิตไปนานเกือบ 3 ปี ส่งผลให้นักโทษสะสมบนแดนประหารพุ่งสูงขึ้น ในปี 2025 ญี่ปุ่นได้กลับมาดำเนินการประหารชีวิตอีกครั้งจำนวน 2 ราย โดยหนึ่งในนั้นคือ ‘ทากาฮิโระ ชิราอิชิ’ หรือฆาตกรทวิตเตอร์ ที่ก่อคดีสะเทือนขวัญล่อลวงและฆ่าหั่นศพเหยื่อ 9 ราย 

การกลับมาบังคับใช้กฎหมายในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากกระแสสังคมภายในประเทศ โดยผลสำรวจของรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า “ประชาชนมากกว่า 80% ยังคงสนับสนุนให้คงโทษประหารชีวิตไว้ เนื่องจากมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการคืนความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวของผู้สูญเสีย และเป็นกลไกสำคัญในการรักษาสถิติอัตราอาชญากรรมที่ต่ำของประเทศญี่ปุ่นต่อไป” 

-สิงคโปร์- 

สิงคโปร์มีชื่อเสียงเรื่องกฎหมายที่เข้มงวดมาก โดยเฉพาะกฎหมายควบคุมยาเสพติด (Misuse of Drugs Act) ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่ลักลอบขนส่งยาเสพติดเกินปริมาณที่กำหนด ต้องได้รับโทษประหารชีวิตด้วยวิธี ‘แขวนคอ’ สถานเดียว  

หากจำเลยถูกพิพากษาว่ามีความผิดจริงในข้อหาลักลอบขนส่งยาเสพติดเกินปริมาณที่กฎหมายกำหนด เช่น เฮโรอีนตั้งแต่ 15 กรัมขึ้นไป หรือกัญชาตั้งแต่ 500 กรัมขึ้นไป ผู้พิพากษาจะไม่มีอำนาจใช้ดุลยพินิจลดหย่อนผ่อนโทษเป็นอย่างอื่นได้เลย นอกจากการสั่งประหารชีวิต 

นอกจากนี้ กฎหมายยังมีบทลงโทษและเงื่อนไขที่ซับซ้อน โดยกำหนดให้ผู้ที่ครอบครองยาเสพติดเกินปริมาณที่กำหนด ถูกสันนิษฐานไว้ก่อนทันทีว่าเป็นผู้ลักลอบจำหน่าย ซึ่งตัวจำเลยจะต้องเป็นฝ่ายหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองเพื่อหักล้างข้อหาดังกล่าว 

ทั้งนี้ ศาลอาจใช้ดุลยพินิจลดหย่อนโทษจากประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิตร่วมกับการโบยแทนได้ ภายใต้เงื่อนไขข้อยกเว้นที่จำกัดมาก คือ จำเลยต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นเพียงผู้ขนส่งยาเสพติด และต้องให้ความร่วมมือที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสืบสวนแก่สำนักงานยาเสพติดแห่งชาติ (CNB) จนอัยการสูงสุดออกหนังสือรับรองให้เท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติจริงสามารถเกิดขึ้นได้ยากมาก 

ที่ผ่านมา รัฐบาลสิงคโปร์แสดงจุดยืนไว้อย่างชัดเจนว่า ‘โทษประหารชีวิตช่วยป้องปรามอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ’ โดยในปี 2025 สิงคโปร์ได้เพิ่มความเข้มขวดและประหารชีวิตนักโทษไปถึง 17 ราย ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของปี 2024   

ประมาณ 55 ประเทศทั่วโลกยังคงบังคับใช้โทษประหารชีวิตจริง 

สำหรับกลุ่มประเทศที่มีสถิติการประหารชีวิตสูงสุดในโลกคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80-90% ของการประหารชีวิตที่เกิดขึ้นทั่วโลกในแต่ละปี 

  • จีน : ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีการประหารชีวิตมากที่สุดในโลก (คาดว่าหลายพันรายต่อปี) แต่ตัวเลขดังกล่าวถูกปกปิดไว้เป็น ‘ความลับสูงสุดของทางราชการ’
  • อิหร่าน :เป็นประเทศที่มีการประหารชีวิตสูงที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ในปี 2025 มีการประหารชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 2,159 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากยอดรวมของปีก่อนหน้า และนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่แอมเนสตี้ฯ เคยบันทึกไว้นับตั้งแต่ปี 1981 
  • ซาอุดีอาระเบีย :ในปี 2025 มียอดผู้ถูกประหารชีวิตอย่างเป็นทางการเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 356 ราย โดยมีสาเหตุหลักมาจากคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ   

ประเทศที่ ‘ยกเลิก’ โทษประหารชีวิต 

(Photo by Shutterstock / Skrypnykov Dmytro)
(Photo by Shutterstock / Skrypnykov Dmytro)

ปัจจุบันมีประเทศที่ ‘ยกเลิก’ โทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทุกประเภทเพิ่มขึ้นเป็น 113 ประเทศแล้ว เมื่อเทียบกับปี 1991 ซึ่งมีเพียง 48 ประเทศเท่านั้น ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 2022 เมื่อมี 6 ประเทศเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยสิ้นเชิง ได้แก่ : 

  • คาซัคสถาน 
  • ปาปัวนิวกินี 
  • เซียร์ราลีโอน 
  • สาธารณรัฐแอฟริกากลาง 
  • อิเควทอเรียลกินี 
  • แซมเบีย 

หลังจากนั้น นานาประเทศยังคงเดินหน้ายกเลิกโทษนี้อย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนเมษายน 2023 รัฐสภามาเลเซียได้ลงมติยกเลิกบทลงโทษประหารชีวิตแบบบังคับ (Mandatory Death Penalty) สำหรับคดีร้ายแรง 11 ประเภท เช่น คดีฆาตกรรมและก่อการร้าย เพื่อเปิดทางให้ผู้พิพากษาใช้ดุลยพินิจลดหย่อนโทษได้ 

ตามมาด้วยรัฐสภากานาที่ลงมติยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยสิ้นเชิงในเดือนกรกฎาคม 2023 และล่าสุด ซิมบับเวก็ได้ผ่านร่างกฎหมายยกเลิกโทษประหารชีวิตเป็นประเทศล่าสุด  

ขณะที่ทุกประเทศในทวีปยุโรปได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติยกเว้น ‘เบลารุส’ เพียงแห่งเดียวที่ยังคงรักษาบทลงโทษประหารชีวิตนี้ไว้ในประมวลกฎหมาย 

อย่างไรก็ตาม รายงานสถิติล่าสุดพบว่า “เบลารุสไม่มีการบันทึกการตัดสินโทษประหารชีวิตหรือการสั่งประหารชีวิตจริงเลย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษส่วนรัสเซียยังคงรักษาสถานะทางกฎหมายของโทษนี้ไว้ แต่ได้ประกาศระงับการบังคับใช้จริง (Moratorium) มาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปี 1996 แม้ว่าล่าสุดจะเริ่มมีกระแสเรียกร้องและความพยายามจากฝ่ายนิติบัญญัติบางกลุ่มในรัสเซียที่ต้องการรื้อฟื้นโทษประหารชีวิตกลับมาใช้กับคดีคอร์รัปชันร้ายแรงที่กระทบต่อความมั่นคง แต่ในทางปฏิบัติ กลไกการระงับใช้ผ่านศาลรัฐธรรมนูญก็ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่เช่นเดิม” 

ทั้งนี้ หากนับรวมประเทศที่ยกเลิกโทษนี้ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ (ไม่มีการประหารชีวิตจริงเกิน 10 ปี) ทั่วโลกจะมีประเทศที่ไม่ใช้โทษประหารชีวิตแล้วรวมสูงถึง 145 ประเทศ (จากประเทศทั้งหมดราว 195 ประเทศ)

(Photo by Shutterstock / Buncha Lim) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์